30 สิ่งที่ผมเรียนรู้มาก่อนอายุ 30 ปี

ในตอนแรกที่คิดจะเขียนเรื่อง 30 สิ่งที่ผมเรียนรู้มาก่อนอายุ 30 ผมคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่พอลองนั่งลิสต์ดูจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดไว้

หลายสิ่งที่เรียนรู้มาใช้เวลาเรียนรู้มาอย่างไม่ได้ยากเย็นนัก แต่ก็มีหลายอย่างเหมือนกันที่เรียนรู้มาด้วยเวลา เงินตรา และในบางครั้ง… คราบน้ำตา

ผมรับรองว่า 30 สิ่งที่ผมเรียนรู้มาจะมีประโยชน์กับคุณแน่ๆ ครับ 🙂

วันเวลาพาอายุสู่สามสิบ
อยากจะหยิบยกเรื่องราวเมื่อคราวหลัง
ทั้งร่วงรุ่งคลุกเคล้าเล่าให้ฟัง
เป็นดั่งคลังความคิดในจิตใจ

สามสิบสิ่งที่เราเข้าใจมา
ล้วนพึ่งพาการประสบพบแก้ไข 
อ่านแล้วคิดคิดแล้วนึกตรึกตรองไป
เลือกเก็บไว้แต่สิ่งดีที่เตือนคุณ

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

30 สิ่งที่ผมเรียนรู้มาในอดีตก่อนที่ผมจะอายุ 30 ปี

1. อย่ารอให้ทุกอย่างพร้อม… เพราะมันไม่มีวันนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องความรัก หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ คุณไม่สามารถรอให้งานออกมาเพอร์เฟค รอให้คุณเตรียมตัวมาให้ดีที่สุด หรือรอจังหวะเวลาเหมาะสมที่สุด สาเหตุนั้นเป็นเพราะวันเวลาเหล่านั้นมันไม่มีอยู่จริง ถ้าคุณมัวแต่เฝ้ารอจนพร้อม โอกาสดีๆ ก็จะผ่านพ้นไปแล้ว คิดแล้ววางแผน วางแผนเสร็จก็ลงมือทำให้เร็วที่สุด

เพราะสายน้ำไม่คอยท่า กาลเวลาไม่คอยใคร

2. บางอย่าง… ยิ่งเร่งยิ่งพัง

ถึงแม้ในข้อที่แล้วผมจะบอกว่าให้คิดแล้วลงมือทำทันที แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะใส่เกียร์เร่งให้กับทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเรื่องบางเรื่องต้องใช้เวลา ตัวอย่างเช่นเรื่องการสร้างธุรกิจ การสร้างแบรนด์ หรือแม้แต่การจีบผู้หญิง

เรื่องบางเรื่อง ของบางอย่าง นอกจากฝีมือ โชค และวิธีการแล้ว “เวลา” ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมที่สำคัญที่ต้องใส่เข้าไปเช่นกัน

3. แผนสำรองเป็นของจำเป็น

มี Plan B เสมอ อย่าเสี่ยงหรือทุบหม้อข้าวโดยไม่เผื่อทางเลือกเอาไว้ให้กับตัวเอง

ผมเคยตัดสินใจทุบหม้อข้าวตัวเองมาแล้วตอนเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ และผลลัพธ์มันก็ไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะกล้าและบ้าบิ่นให้น้อยกว่านี้ และจะเผื่อทางหนีทีไล่ต่างๆ ไว้ให้ดีกว่านี้

เพื่อที่ว่าถ้า Plan A ไม่เวิร์ค ผมก็ยังคงมี Plan B ไว้รองรับอยู่

4. แพ้ แพ้ แพ้

สาเหตุที่แผนสำรองเป็นของจำเป็นเพราะว่าในชีวิตของคุณ คุณจะพบกับความพ่ายแพ้หลายครั้งหลายหนอย่างแน่นอน

ซึ่งจริงๆ แล้วความพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ถ้าการพ่ายแพ้นั้นทำให้คุณเรียนรู้อะไรบางสิ่ง หรือความพ่ายแพ้นั้นเป็นหนทางไปสู่ชัยชนะบางอย่าง

แต่สิ่งที่ผมอยากให้คุณคิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจก็คือ “การยอมแพ้”

ผมคิดว่ามันโอเคนะถ้าคุณจะยอมแพ้ในสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก (หรือยอมแพ้ในสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วว่าชนะไม่ได้เช่นยอมแฟน ฮา) แต่ถ้าเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตและความเชื่อของคุณ คุณไม่ควรที่จะยอมแพ้ สู้และทุ่มให้สุดตัว

ความพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่การยอมแพ้คือสิ่งที่คุณเลือกได้

5. เรียนจบใหม่ๆ ให้เลือกงาน

ผมเคยถามตัวเองอยู่บ้างเหมือนกันว่าถ้าย้อนกลับไปตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมจะทำงานแบบไหน

คำตอบของผม (และคำแนะนำสำหรับคุณ) ก็คือ “บริษัทขนาดเล็กที่กำลังเติบโต” ความหมายคือบริษัทที่มีขนาดประมาณ 20-30 คน และมีเจ้าของหรือเจ้านายที่ดีและเก่ง

การทำงานในบริษัทรูปแบบนี้จะทำให้

1. คุณต้องทำงานหนัก (เพราะบริษัทไม่ได้มีทรัพยากรมากนัก) เมื่อทำงานหนัก ความสามารถและประสบการณ์ของคุณก็จะมากขึ้นด้วยอัตราเร่ง

2. คุณจะมีโอกาสเรียนรู้รอบด้าน เช่นถึงแม้ว่าตำแหน่งของคุณจะเป็นเซลล์ ผมรับรองว่าในบริษัทขนาดเล็ก คุณจะต้องทำมากกว่านั้นแน่ๆ

3. คุณจะมีโอกาสได้เรียนรู้กับเจ้าของบริษัทโดยตรง (ผมคิดว่าถ้าใครที่เปิดบริษัทของตัวเอง จะต้องมีความฝัน ความต้องการ และการดิ้นรนในระดับหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าคุณเรียนรู้อะไรจากเขาได้หลายอย่าง)

ข้อดีของการเป็นเด็กจบใหม่ๆ คือยังมีโอกาสทำผิดพลาดได้ เพราะความคาดหวังต่อคนที่พึ่งเรียนจบมาก็ไม่ได้มีสูงมากนัก เพราะฉะนั้นถ้าคุณกำลังใกล้ที่จะเรียนจบหรือพึ่งเรียนจบใหม่ๆ ผมแนะนำให้คว้าโอกาสนี้ให้ดี

6. อย่าวิ่งตามกระแสที่ไม่ใช่ตัวเอง

คุณไม่จำเป็นต้องทำตามสิ่งที่คนทำหรือบอกให้ทำถ้าสิ่งๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณสนใจหรือชอบจริงๆ

ผมเคยเปิดพอร์ตเล่นหุ้นเพราะเห็นเพื่อนๆ เล่นกันเยอะ อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากสื่อต่างๆ ที่บอกว่าต้องลงทุนต้องทุนอยู่ตลอด (ซึ่งเขาก็บอกอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เพียงแต่ผมไม่ฟัง ฮา) ผมเลยกระโดดเข้าไปในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความเข้าใจและโดยที่ตัวเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน ผลลัพธ์ก็คือผมเสียเงินไปเป็นแสน

ป.ล. ปัจจุบันผมลงทุนอยู่บ้างแต่ก็เป็นการซื้อกองทุนและลงทุนผ่าน Jitta ซึ่งทำให้ผมไม่จำเป็นต้องดูเองเยอะ ถึงแม้กำไรจะยังไม่มาก แต่ถ้าดีกว่าเงินฝากและงอกเงยทุกปี ผมก็ Happy แล้ว

7. คนเรามักโหยหาสิ่งที่ตัวเองขาดแคลน

เคยสงสัยไหมว่าฝรั่งจะอยากได้ผิวแทน แต่กลับกันคนไทยส่วนใหญ่อยากได้ผิวขาว?

ถ้าลองนึกดูดีๆ มันคือเรื่องของ “ความขาดแคลน” เมืองแถบยุโรปนั้นมีอากาศที่หนาวและไม่ค่อยมีแดด ซึ่งทำให้ฝรั่งที่อยู่ในแถบนั้นส่วนใหญ่มีผิวค่อนข้างขาว ความขาวเป็นสิ่งที่พวกเขามีมากมาย แต่ความแทนเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน แต่กับคนไทยอย่างเราที่อยู่ในเมืองร้อน เจอแดดเปรี้ยงๆ ทุกวัน การมีผิวแทน ผิวคล้ำก็เลยเป็นเรื่องปกติ ความขาวก็เลยเป็นสิ่งที่คนในแถบบ้านเราขาดแคลน

“คนเรามักโหยหาสิ่งที่ตัวเองขาดแคลน”

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากประโยคนี้มีอยู่ 2 อย่างคือ

1. ถ้าคุณสามารถหาสิ่งที่ลูกค้าของคุณ (หรือตลาด) ขาดแคลนได้ คุณจะมีโอกาสมากมายมหาศาล

2. หลายๆ ครั้ง “ความขาดแคลน” ไม่เท่ากับ “ความจำเป็น” คิดให้ดีก่อนเลือกทำ ซื้อ หรือตัดสินใจว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณจริงๆ รึเปล่า

8. อีโก้ควรเก็บไว้ และเรียกใช้ให้ถูกเวลา

ความยึดมั่น ถือมั่นในตัวของตัวเองหรือที่เรียกกันกว่า “อีโก้” เป็นสิ่งที่คุณควรจะเก็บไว้ เพราะถ้ายิ่งคุณมีและยิ่งแสดงออกมามากเท่าไหร่ คนที่จะถูกทำร้ายเยอะที่สุดจะไม่ใช่ใครที่ไหน… ก็ตัวคุณเองนั่นแหละ

อย่าพยายามคิดว่าคุณถูกเสมอ คุณรู้เยอะแล้ว คุณเก่งที่สุด เพราะ

ถ้าคุณคิดว่าคุณถูกเสมอ… คุณจะไม่มีทางเจอวิธีที่ดีกว่า

ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้เยอะแล้ว… คุณจะไม่เรียนรู้อะไรใหม่เลย

ถ้าคุณคิดว่าคุณเก่งที่สุด… คุณกำลังประมาทและความประมาทคือเส้นทางสู่หายนะ

ในเวลาปกติพยายามเก็บอีโก้ของคุณไว้ หยิบมาเรียกใช้แค่เฉพาะเวลาที่จำเป็นและเหมาะสมเช่นตอนที่คุณต้องพรีเซนต์งาน ตอนที่คุณต้องการโน้มน้าวให้คนเชื่อ หรือในบางสถานการณ์ที่คุณคาดหวังชัยชนะ

เพราะอีโก้ที่ถูกหยิบมาใช้ในเวลาที่จำเป็นและเหมาะสมเรียกว่า “ความมั่นใจ”

9. อย่าเป็น Yes man

คุณคิดว่าทำได้ไหม? – ได้

คุณสนใจทำธุรกิจกับผมไหม? – เอาสิ

คุณช่วยผมทำหน่อยได้ไหม? – ไม่มีปัญหา

ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมก็เคยเป็นแบบด้านบน Say Yes กับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา แต่พอโตขึ้นถึงเรียนรู้ว่าการ Say No เป็นสิ่งที่ต้องทำและควรทำไม่น้อยกว่า Say Yes อันที่จริงปัจจุบันนี้ผม Say No มากกว่า Say Yes ด้วยซ้ำ

การ Say No กับสิ่งที่ไม่ใช่และไม่อยู่ในโฟกัสของคุณ จะทำให้คุณสามารถ Say Yes กับสิ่งที่ใช่ สิ่งที่คุณต้องทำได้มากขึ้น

เพราะทรัพยากรของคุณมีจำกัด คุณไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้

โฟกัส โฟกัส และโฟกัส

10. อย่าพยายามหาของที่ถูกที่สุด

ราคาที่คุณต้องจ่ายให้กับของที่ถูกที่สุดนั้นแพงกว่าที่คุณคิด

ในอดีต ตอนที่ผมพยายามเลือกใช้ซอฟต์แวร์มาใช้กับบริษัท ผมเน้นแต่หาตัวที่ใช้งานได้ฟรีมาใช้ สุดท้ายพอเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ผมก็ต้องหาซอฟต์แวร์ตัวใหม่มาทดแทนเพราะตัวที่ใช้ได้ฟรีนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง สุดท้ายการใช้ของฟรีนั้นทำให้ผมเสียเงินและเสียเวลามากกว่าจ่ายเงินให้ซอฟต์แวร์ดีๆ สักตัวซะอีก

คำว่าถูก (หรือฟรี) กับคำว่าดีมักจะไม่มาคู่กัน

11. อย่าพยายามหาหรือครอบครองแต่สิ่งที่ดีที่สุด

คำว่าดีที่สุด จริงๆ แล้วมันไม่มีอยู่จริง

แทนที่จะพยายามหาหรือครอบครองสิ่งที่ดีที่สุด ลองปรับเปลี่ยนมุมมองหาของที่เหมาะสมกับคุณดีกว่า อาจจะไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีแต่ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับคุณ

หลักการนี้คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับอะไรได้หลายอย่างเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน สิ่งของเครื่องใช้ ความรัก ตลอดจนความคาดหวังอื่นๆ ในชีวิต

การได้ครอบครองสิ่งที่ดีพอและพอดี ดีกว่าไปวิ่งตามหาสิ่งที่ดีที่สุดเป็นไหนๆ

12. 3 ส่วนผสมสำคัญในการทำธุรกิจ

ตอนทำธุรกิจใหม่ๆ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Passion การตั้งใจและไม่ย่อท้อต่อสิ่งต่างๆ

วันเวลาผ่านไป Passion ก็ยังคงสำคัญอยู่ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ทำธุรกิจแล้วสำเร็จ (หรือไปต่อได้)

ผมคิดว่าส่วนผสมสำคัญในการทำธุรกิจคือ
1. ความสามารถ – ต้องเก่งและต้องรู้จริงในสายงานของตัวเอง
2. ทีม – ต้องมีทีมงานคอยช่วยเหลือ (คำว่าทีมในที่นี้รวมถึงคอนเนคชันด้วย)
3. เงิน – เงินเปรียบเสมือนน้ำที่มาหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจไปต่อได้

มีความสามารถแล้ว ต้องมีทีมมาคอยช่วย และที่สำคัญต้องมีเงินเพื่อทำให้ธุรกิจไปต่อได้

13. “ไอเดีย” เป็นของราคาถูก

“Ideas are cheap, execution is everything”

ผมเชื่อคุณน่าจะพอเคยได้ยินได้เห็นได้ฟังสุภาษิตนี้กันมาบ้าง ซึ่งผมโคตรที่จะเห็นด้วยกับวลีนี้ คน 2 คน ไอเดียเหมือนกัน แต่แนวคิดและวิธีการต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมออกมาไม่เหมือนกัน

อย่าไปกลัวว่าใครจะคิดเหมือนคุณ ทำเหมือนคุณ ให้กลัวว่าเขาจะทำได้ดีกว่าคุณหรือเขาจะให้บริการลูกค้าได้ดีกว่าคุณจะดีกว่า

14. ทัศนคติที่ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ

ทัศนคติ (Mindset) ที่ดีจะทำให้คุณรู้ว่าคุณควรจะทำอะไร แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงและจะต้องใช้เครื่องมืออะไร สิ่งที่คุณคิด วาดฝันขึ้นมา ก็จะไม่เกิดขึ้นจริง

เพราะฉะนั้นนอกจากทัศนคติ (Mindset) แล้ว ความสามารถ (Skillset) และเครื่องมือ (Tool set) ก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน

คิดดีแล้ว ต้องทำดีและใช้เครื่องมือที่ดีด้วย

15. อย่าร้องขอความเชื่อใจ

คุณไม่ควรที่จะร้องของความเชื่อใจนั้นเพราะความเชื่อใจมันต้องถูกสร้างขึ้นมา

ส่วนผสมของความเชื่อใจนั้นมีอยู่ 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการพิสูจน์ (Proof) ซึ่งคุณจะต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่าคุณควรค่าแก่การเชื่อใจ ขั้นตอนที่สองคือให้เวลา เพราะคุณไม่สามารถทำดีแค่ครั้งสองคร้ังแล้วทำให้คนเชื่อใจคุณได้ คุณจะต้องทำดีอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพื่อค่อยๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่คนจะมีต่อคุณ

อยากถูกเชื่อใจ ต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลา

16. อะไรที่ไม่เก่งก็อย่าไปทำ

คนเราเกิดมาด้วยพรสวรรค์และความชอบที่แตกต่างกัน

ถ้าคุณต้องการจะทำในสิ่งที่คุณไม่ถนัดหรือต้องการปิดจุดอ่อนของคุณ คุณจะต้องลงแรงลงเวลากับมันมาเป็นพิเศษ สู้เอาแรงและเวลานั้นไปโฟกัสและพัฒนาสิ่งที่คุณทำได้ดีอยู่แล้วจะดีกว่า การทำแบบนั้นจะทำให้คุณทำสิ่งที่คุณถนัดได้ดีกว่าใคร

ผมเคยพยายามฝึกเขียนโปรแกรมมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่สำเร็จสักที พอได้คิดก็เลยคิดได้ว่าต่อให้ฝึกยังไงผมก็เขียนโปรแกรมสู้โปรแกรมเมอร์มืออาชีพไม่ได้อยู่ดี สู้ผมไปโฟกัสเรื่องธุรกิจหรือการตลาดจะดีกว่า

อย่าเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่เก่งสักอย่าง เป็นคนที่ทำได้บางอย่าง และเก่งในบางอย่างนั้นๆ จะดีกว่า

17. วิธีการขายที่ง่ายที่สุด

การขายจะง่ายที่สุด… เมื่อคุณไม่ต้องขาย

อ่านแล้วอาจจะงงและฟังดูยาก แต่มันเป็นไปได้ครับ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่ผมเรียนรู้มาคือวิถีการตลาดแบบแรงดึงดูด (Inbound Marketing) หลักการง่ายๆ ของมันก็คือการที่คุณทำให้ตัวคุณหรือบริษัทของคุณดูดี แสดงให้คนรู้ถึงความเชี่ยวชาญ เมื่อคนมีปัญหาหรืออยากได้ของที่คุณมี คนจะเข้ามาหาคุณเอง

ทำตัวให้ใช่ รอให้คนมาหา ง่ายกว่าประกาศกล้า พร่ำบอกว่าคุณมีดี

18. ศาสตร์แห่งการตั้งราคา

“ให้ฟรีไม่ได้หมายความว่าจะขาดทุนเสมอไป คิดราคาสูงแค่ไหนคนก็ซื้อ”

ข้อคิดแรกของผมก็คือการที่คุณให้ของอะไรบางอย่างไปฟรีๆ โดยไม่คิดเงิน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะขาดทุนเสมอไป เพราะบางครั้งกำไรก็ไม่ได้มาในรูปแบบของตัวเงิน (แต่มาในรูปอื่นเช่นชื่อเสียง คอนเนคชั่น ผลบุญ ความรู้สึกดีๆ และอื่นๆ) คุณอาจจะต้องลองคิดดูว่าสิ่งไหนมีค่าสำหรับคุณ

ข้อคิดที่สองคือ คุณไม่ต้องกลัวว่าคุณจะตั้งราคาสูงเกิน เพราะของราคาสูงไม่ได้เป็นของราคาแพงเสมอไป ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคุณค่าที่คุณมอบให้ ถ้าราคาของคุณสูง แต่คนซื้อรู้สึกว่าคุณค่าที่คุณมอบให้สูงกว่า ของของคุณก็จะไม่แพงเลย

การทำความเข้าใจศาสตร์ 2 ข้อนี้จะทำให้คุณรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะให้ฟรีและเมื่อไหร่ควรจะคิดราคาสูง

19. ความสำเร็จทางด้านการงานคือส่วนหนึ่ง

แน่นอนว่าความสำเร็จทางด้านการงานเป็นหนึ่งในส่งที่คนถวิลหาเป็นลำดับต้นๆ

แต่ต้องอย่าลืมว่าการงานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต ในความเป็นจริงแล้วคุณยังมีเรื่องอื่นๆ ที่คุณไม่อยากล้มเหลวเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ความรัก ความสัมพันธ์ต่างๆ

อะไรที่มากไปน้อยไปมันก็มักจะไม่ดี การมุ่งมั่นในเรื่องการงานเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่ามุ่งเป้าไปจนลืมให้เวลากับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องการความสำเร็จจากคุณไม่แพ้กัน

20. ไม่ออกกำลังกาย = รอวันตาย

เวลาที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการออกกำลังกายของคุณ… คือตอนนี้ เดี๋ยวนี้

เมื่อตอนคุณยังเด็กหรือคุณยังหนุ่มยังแน่น คุณจะรู้สึกถึงพลังอันล้นเหลือในตัวคุณ ราวกับว่ามันไม่มีทางจะหายไปไหน แต่ผมรับรองว่าคุณจะเปลี่ยนความคิดเมื่อคุณอายุมากขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น หลายๆ อย่างก็จะเริ่มถดถอย อย่างตัวผมเองที่ทำงานได้ไม่ถึกไม่อึดเหมือนเคย เหนื่อยง่ายขึ้น และมีโรค Office Syndrome มารุมเร้า พอได้เจอกับตัวเองถึงรู้เลย (ขนาดผมออกกำลังกายมาตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่นยังเป็นขนาดนี้ ถ้าคนไม่ออกกำลังกายเลยจะเป็นหนักขนาดไหน)

ทุกข้อในบทความนี้เป็นสิ่งที่พอจะรอได้ ยกเว้นข้อนี้ที่ผมไม่อยากให้คุณรอเพราะสุขภาพที่ดีเป็นรากฐานของทุกสิ่ง

ป.ล. ไม่ว่ากันถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้แล้วจะไม่อ่านต่อ แล้วไปออกกำลังกายแทน ฮา

21. การนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่ดี

มีความคิดดี มีร่างกายที่ดีแล้ว ต้องมีจิตที่ดีด้วย

เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ไม่อินกับเรื่องอะไรแบบนี้เลย แต่พอได้ลองนั่งดูจริงๆ มันกลับดีกว่าที่คิดไว้ เพราะมันทำให้ผมได้โฟกัส ขจัดความคิดฟุ้งซ่าน และได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง โดยปกติแล้วในช่วงเวลาที่ผมต้องการสมาธิ (เช่น 3-5 วันก่อนที่จะมางานพูด) หรือเวลาที่โกรธ

เมื่อคุณมีสติและสมาธิ ความสงบจะทำให้คุณรู้ตัวอยู่เสมอ

ป.ล. ถ้าคุณยังใหม่กับการนั่งสมาธิ ผมแนะนำให้ให้ลองหาตัวช่วยอย่างเช่นแอปพลิเคชัน brain.fm ซึ่งเป็นดนตรีที่ใช้การวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์มาช่วยในเรื่องของการ focus, meditation & sleep ฟีเจอร์หลักๆ ที่ผมใช้คือ unguided meditation แบบ 15 นาที ระหว่างเปิดก็จะมีเสียงสายฝน นกร้อง ฆ้อง ระฆัง สลับกันเล่นไปแล้วแต่ครั้ง แล้วแต่ช่วง หลังจากที่ได้ลองทดสอบมา แอปนี้ช่วยให้นั่งสมาธิได้ดีขึ้นจริงๆ นะ

22. สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลา

เวลาเป็นสิ่งที่เดินหน้าตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นอย่ายอมให้ใครมาทำให้คุณเสียเวลา และในขณะเดียวกันคุณก็ไม่ควรที่จะทำให้ใครเสียเวลาเช่นเดียวกัน ในหลายๆ ครั้ง เวลานั้นมีค่ามากกว่าเงินตรา โดยเฉพาะเวลาที่ให้กับตัวคุณเอง ให้กับครอบครัว ให้กับคนที่รัก

เวลาก็เหมือนสายน้ำที่ไหลไปแล้วไม่ย้อนกลับ คุณไม่สามารถใช้อะไรไปแลกมันกลับคืนมาได้ เพราะฉะนั้นพยายามใช้มันอย่างคุ้มค่า

23. คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด การทำสิ่งต่างๆ โดยเน้นแต่ปริมาณ จะทำให้คุณเสียเวลาไปโดยที่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าที่ควร

สิ่งที่ทำให้ผมตกผลึกบทความในหัวข้อนี้ก็คือการเขียนบทความบน Content Shifu (เว็บไซต์ที่เขียนแชร์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง Inbound Marketing / Digital Marketing)

แรกเริ่มเดิมที งานเขียนบน Content Shifu เป็นงานเขียนนอกเวลาของผม เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มีเวลาให้กับมันเยอะ การที่ไม่มีเวลาในการเขียนเยอะ ทำให้ผมต้องคิดเยอะและค้นคว้าเยอะเป็นพิเศษ เพื่อที่ว่าผมจะได้เขียนบทความออกมาให้มีคุณภาพมากๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาคือบทความแค่ร้อยกว่าบทความบน Content Shifu (ที่ผมเขียนร่วมกับอีกหลายคน) มีคนเข้ามาอ่านเดือนละไม่ต่ำกว่า 3 แสนครั้ง

เรื่องนี้ใช้ได้กับอาหารการกิน การงาน กิจกรรมต่างๆ เวลากับครอบครัว และเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้เช่นเดียวกัน

ปริมาณกับคุณภาพ เป็นของที่ไม่ได้มาคู่กัน คุณต้องเลือกให้ดี

24. ความเท่าเทียมไม่มีอยู่จริง

ส่วนตัวผม ผมไม่เชื่อมั่นในความเท่าเทียม คนเราเมื่อเกิดมาก็ต่างกันแล้ว คนหนึ่งอาจจะเกิดมาในบ้านที่รวยมาก ในขณะที่อีกคนเกิดมาลำบากปากกัดตีนถีบสุดๆ หรือคนหนึ่งเกิดมามีไอคิวสูงล้ำ แต่อีกคนกว่าจะทำความเข้าใจอะไรบางอย่างต้องใช้เวลา

ไม่ว่าจะยังไง คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่คุณสามารถสู้เพื่อกำหนดอนาคตของคุณได้ ถ้าคุณถือไพ่ที่ได้เปรียบ ก็ให้ใช้ไพ่นั้นให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าคุณถือไพ่ที่เสียเปรียบ ก็ให้ใช้สภาพแวดล้อมและความพยายามเพื่อสู้เท่าที่ได้

การงอมืองอเท้าหรือตีโพยตีพาย ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร

25. ถ้ารู้สึกว่าตัวเองประสบการณ์น้อย ให้ออกเดินทาง

การเดินทางในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่การไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศในแบบที่คาดหวังได้ (เช่นการซื้อทัวร์) แต่เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่คุณยังไม่เคยพบ ประสบ หรือคาดหวัง (เช่นการ Backpack ไปเที่ยวในที่ใหม่ๆ ในเมืองใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ)

โลกใบนี้มีอะไรกว้างใหญ่กว่าที่คิด การออกเดินทางนอกจากจะทำให้คุณรู้ว่าคนบนโลกใบนี้ คิด ทำ และเป็นอย่างไรแล้ว ยังทำให้คุณรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับตัวผมเอง ผมเคยมีโอกาสได้เดินทางไกล (อ่านเพิ่มเติม: 6 ข้อคิดทางธุรกิจที่ผมเรียนรู้หลังจากเดินทางมาครึ่งค่อนโลก) หลังจากกลับมาถึงบ้าน ผมรู้เลยว่าผมเติบโตขึ้นในฐานะคนคนหนึ่งทั้งทางด้านความรู้ (รู้ประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น) ด้านคน (เข้าใจคนมากยิ่งขึ้น) และด้านจิตใจ (จิตใจแข็งแกร่งขึ้น)

เพราะทุกครั้งที่ออกเดินทาง จะสรรสร้างประสบการณ์ชีวิตใหม่

26. คุณไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดหรือการการกระทำของคนอื่นได้

แต่คุณสามารถคุมของตัวเองได้

จะสุข จะเศร้า จะเหงา จะเครียด ทุกสิ่งมันอยู่ที่ตัวคุณทั้งนั้น

ผมชอบตัวอย่างนี้มาก สมมุติว่ามีคนหยิบมีดมาแทงคุณ 1 แผล คุณเลือกได้ว่าคุณจะหยิบมีดมาแทงตัวเองซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ หรือถอดมีดออกไปพร้อมกับรักษาตัวเองให้หายดี

ถ้าคุณควบคุมความคิดของตัวเองได้ คุณจะควบคุมสถานการณ์รอบตัวของคุณได้

ป.ล. ข้อนี้พูดง่ายแต่ทำยาก (ผมก็ทำไม่ค่อยได้ ฮา) หน่ึงในวิธีที่ทำได้คือย้อนกลับไปอ่านข้อ 21

27. วินัยเป็นสิ่งสำคัญ

คุณยังไม่ต้องคาดหวังที่จะชนะคนอื่น ถ้าคุณยังไม่ชนะใจตัวเอง

สำหรับผม “วินัย” คือการทำในสิ่งที่ตัวคุณเองบอกว่าจะทำให้ได้ เช่นถ้าคุณบอกว่าจะออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง คุณก็ต้องทำให้ได้ 3 ครั้งโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

การมีวินัยมีพลังมากกว่าที่คิดเพราะถ้าคุณสามารถทำสิ่งที่คุณบอกตัวเองไว้ให้สำเร็จทุกครั้ง หลังจากนี้ไม่ว่าคุณจะทำอะไร การทำส่ิงนั้นๆ ให้ลุล่วงสำเร็จจะเป็นเป้าที่คุณจะต้องทำให้ได้เสมอ

วินัยกับชัยชนะเป็นของคู่กัน

28. ต่างคนต่างใจและต่างความฝัน

อย่าไปคิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนเราหรือพยายามที่จะทำให้เขาคิดเหมือนเรา เพราะมันเป็นไปไม่ได้

คนเราเกิดมาด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน สิ่งที่ถูกสำหรับเรา แต่อาจจะผิดสำหรับคนอีกคนก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการทำความเข้าใจอีกฝ่าย เรื่องไหนปล่อยผ่านได้หรือยอมได้ก็ยอมไปบ้าง เพราะถ้าเราพยายามที่จะเคี่ยวเข็นหรือบังคับให้อีกฝ่ายทำตามที่เราอยากให้ทำตลอด สุดท้ายก็จะไม่มีฝ่ายไหนแฮปปี้

ป.ล. ถ้าคุณอ่านบทความนี้แล้วไม่เห็นด้วยกับผมในบางข้อ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ผมหวังเพียงแค่ว่าคุณจะเรียนรู้จากข้อคิดที่ดีหรือข้อคิดที่คุณเห็นด้วยนะ 🙂

29. ยิ่งโตขึ้น มุมมองต่อชีวิตยิ่งเปลี่ยนไป

ตอนเด็กๆ สิ่งผมคาดหวังคือการสอบเสร็จเร็วๆ และได้ปิดเทอมไวๆ กลับบ้านมาเล่นของเล่น ไม่คิดอะไรมากมาย พอโตขึ้นมาหน่อย เข้าสู่ช่วงเรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัย สิ่งที่โฟกัสก็จะเปลี่ยนไปเป็นการเรียนให้ได้เกรดดีๆ การไปเที่ยวไปเล่นเกมกับเพื่อน และการจีบสาว พอเข้าสู่วัยใกล้เลข 3 โฟกัสหลักของผมก็เปลี่ยนเป็นการทำธุรกิจและการอยู่กับครอบครัว

มุมมองต่อชีวิต การงาน ครอบครัว และความรัก ตอนเด็กเป็นแบบหนึ่ง ตอนนี้ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ในอนาคตก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เหตุผลและความต้องการแต่ละช่วงชีวิตของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน

สิ่งที่คิด สิ่งที่เรียนรู้ สิ่งที่รู้สึกในวันนี้ อีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้าก็จะเปลี่ยนไป

ไม่มีอะไรแน่นอน ท่องไว้ ไม่มีอะไรแน่นอน มีเพียงสิ่งเดียวที่แน่นอน สิ่งนั้นคือความเปลี่ยนแปลง

30. เวลาจะชะล้างทุกสิ่ง

ความเสียใจ ความผิดหวัง ความเศร้า หรือแม้แต่ความสุขความสำเร็จ ในตอนที่คุณได้รับความรู้สึกเหล่านั้นมาช่วงแรก อารมณ์มักจะรุนแรงกว่าปกติ ทุกข์ก็ทุกข์มาก สุขก็สุขมาก

แต่พอเวลาผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกชะล้างออก เหลือแค่เพียงความทรงจำและร่องรอยของความรู้สึกบางๆ เท่านั้น

เมื่อคุณมีความทุกข์ อดทนรอสักหน่อย เดี๋ยวเวลาจะช่วยเยียวยาคุณให้ดีขึ้นเอง และเมื่อคุณมีความสุข อย่าชะล่าใจ เพราะไม่นาน ความสุขนั้นก็จะหายไป

ทุกสิ่งผ่านมาเพื่อที่จะผ่านไป

สรุป

และนี่คือ 30 สิ่งที่ผมเรียนรู้ก่อนที่ผมจะอายุ 30 ปีนะครับ คุณชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยในข้อไหน มาคุยกันต่อได้ในคอมเมนต์เลยครับ 🙂