ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน… ทำไมสุภาษิตนี้ถึงใช้ไม่ได้จริงเสมอไป?

สุภาษิตที่ว่า “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน” เป็นสุภาษิตที่ผมไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ ผมคิดว่ามันควรจะเปลี่ยนเป็น “ไม่เลือกงาน ยิ่งยากจน” มากกว่า

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

จริงๆ แล้วผมมีอยู่ 2 เหตุผลหลักๆ ครับ

เหตุผลแรกคือคนทุกคนไม่ได้เก่งทุกอย่าง ถ้ามีใครที่บอกว่าทำได้หมด ทำได้ทุกอย่าง มีแนวโน้มสูงมากว่าเขาจะทำได้ไม่เด่นสักอย่าง

เหตุผลที่สองคือคนทุกคนมีเวลาต่อวันเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง ถ้าเรา Say Yes ก็โอกาสทุกโอกาสที่เข้ามา เป็น Yes (Wo)Man สุดท้ายด้วยเวลาที่จำกัด เราจะถูกบังคับให้ Say No กับเรื่องที่เคย Say Yes ไปก่อนแล้ว (และบ่อยครั้งที่จะต้อง Say No ให้กับเรื่องสำคัญ)

.

.

.

แล้วจะรู้ได้ไงว่าควรจะเลือก Say Yes งานแบบไหน?

ผมมีแนวคิดการเลือกงานมากฝากให้อยู่ 5 ข้อครับ

1. เลือกงานที่เหมาะกับความสามารถ

คนเราไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่าง การเลือกทำงานที่ถนัดและเหมาะสมกับความสามารถ จะทำให้ผลงานออกมาดี

2. เลือกงานตามที่ใจอยากทำ

ไม่ว่างานนั้นๆ จะงานสะบายเงินสะดวกแค่ไหน แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่สนใจและไม่ Align กับ Value ของตัวเอง อย่ารับ

3. เลือกงานตามคุณค่าที่มีในอนาคต

งานบางงานอาจจะต้องทำฟรีหรือทำแบบขาดทุนในตอนนี้ แต่ในอนาคตอาจจะมีกำไร เช่น

  1. ยอมรับลูกค้าในราคาที่ยังไม่สูงตอนที่เรายังไม่มี Portolio (และในอนาคตจะทำให้สามารถรับงานในราคาที่สูงขึ้นได้)
  2. ไปเป็น Volunteer ในงาน Conference ซึ่งทำให้คุณได้ Connection (และในอนาคต Connection นี้อาจจะนำมาซึ่งสิ่งดีๆ อื่นๆ)

4. เลือกงานตามความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเอง

การลงทุนมีความเสี่ยง การเลือกงานก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

บางงานมีความเสี่ยงมาก ยากมาก ผลตอบแทนก็เลยสูงตาม บางงานเสี่ยงน้อย มั่นคง ผลตอบแทนอาจจะได้น้อยกว่า แต่มาเรื่อยๆ ไม่ขาด หรือจะเป็นแนวไฮบริดที่มีทั้งเสี่ยงมากและเสี่ยงน้อยก็สามารถทำได้

5. เลือกงานตามแรงและเวลาที่มี

อย่าโลภ รับมาทุกอย่างแล้วคิดว่าทำไหวและทำได้ดี เพราะอย่างที่บอกไปว่าคนเรามีแรงจำกัด มีเวลาจำกัด อย่างที่สุภาษิตว่าไว้ว่า โลภมาก ลาภมักจะหาย

สรุป

พอจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าการเลือกงานมันสำคัญยังไง เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากจน ให้เลือกงานกันนะครับ 🙂