อยากบินสูงขึ้นฟ้า ต้องกล้าโดดลงเหว

“อยากบินสูงขึ้นฟ้า ต้องกล้าโดดลงเหว”

Office นี้เป็น Office ที่ 3 ของเราในรอบปีครึ่ง

เพื่อนๆ หลายคนที่รู้เรื่องนี้ก่อนหน้านี้ก็ถามด้วยความเป็นห่วงปนสงสัยว่า “นี่จะย้ายอีกแล้วเหรอ?” “จะไหวเหรอวะ?” “นี่มึงยังอยู่ที่เก่ามาไม่ถึงปีเลยนะ”

บทความนี้เป็นบทความที่อยากจะเขียนแชร์สิ่งที่ตกผลึกมาได้จากการตัดสินใจย้าย Office อีกครั้ง อาจจะยาวนิดนึง แต่อยากเขียนสิ่งที่เรียนรู้ 3 ข้อนี้ให้ได้อ่านกัน 🙂

“If you want to fly, you must dare to jump”

สิ่งที่เรียนรู้ข้อที่ 1: ถึงแม้จะไม่มั่นใจ แต่ถ้ารู้ว่ามีโอกาสรอด… โดด

Bottom line ของผมคือถ้ารู้ว่าโดดแล้วมีโอกาสรอดกว่าครึ่ง ผมจะโดด

เพราะถ้าโดด ระหว่างที่ดิ่งเหว คุณอาจจะเจอกิ่งที่เต็มไปด้วยผลไม้หรือคุณอาจจะเจอนกเหยี่ยวที่คุณสามารถเกี่ยวมือให้บินตามขึ้นไปได้ในระยะหนึ่ง

แต่ถ้าไม่โดด สุดท้ายคุณก็จะถูกสายวารีอันเชี่ยวกราดพันพาคุณลงเหวอยู่ดี ซึ่ง “วารี” ที่ว่านี้ก็คือ “เวลา” นั่นเอง

เรื่องนี้เราพิสูจน์มาแล้ว

Office ที่สองของเราที่อยู่ที่หลังสวน

อย่างตอนที่เราตัดสินใจย้าย Office แรกที่เอกมัย ไป Office ที่สองที่ชิดลมที่ราคาเพิ่มขึ้น 4-5 เท่า ในตอนนั้นเราก็คุยกับลูกค้าอยู่หลายเจ้าแต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาเลยสักเจ้า ซึ่งถ้าย้ายไปแล้วยังเซ็นสัญญากับลูกค้าไม่ได้ เงินก็จะหมดภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน

แต่สุดท้ายเราก็อยู่รอดมาได้

ในตอนนั้นถ้าเราไม่หาเรื่องให้ตัวเองด้วยการตัดสินใจย้าย Office เราก็คงไม่ได้ออกจาก Comfort Zone ไม่ได้พยายามขายงานให้ได้มากขึ้น ไม่ได้พยายามขยายทีม เราก็ยังคงยังจมปลักอยู่กับงานน้อยๆ เหมือนเดิม

ในการย้าย Office ครั้งที่สามนี้ไม่เสี่ยงเท่าครั้งที่ 2 ถึงแม้ว่าจะแอบเกินตัวและเยี่ยวเหนียวเล็กๆ จากค่าตกแต่งและค่าเฟอร์นิเจอร์ที่เกินงบมาเยอะไปหน่อย แต่เราก็มีแผนและมีลูกค้าที่อยู่ใน Pipeline รองรับอยู่ คงจะมีผิดพลาดบ้าง แต่ถ้าทำทุกสิ่งด้วยความกล้าหาญและตั้งใจ เดี๋ยวมันก็คงจะผ่านไปได้เหมือนทุกครั้ง

ป.ล. คำว่าโดดแล้วมีโอกาสรอดกว่าครึ่ง ความหมายของผมคือต้องมีแผนและตัวเลขที่เป็นไปได้จริงมารองรับ (Excel/Google Sheet/Numbers คือเพื่อนรักที่ดีที่สุด) และที่สำคัญจะต้องมีรายชื่อลูกค้าหรือมี Leads ที่ดีลกันอยู่ใน Pipeline ด้วย

ป.ป.ล. อันนี้ต้องขอบคุณเล็กแห่ง Rabbit Digital Group สำหรับข้อคิดที่ว่าฝันเล็ก ฝันใหญ่ ยังไงก็เหนื่อยเท่ากัน สู้ฝันใหญ่ไปเลยดีกว่า

สิ่งที่เรียนรู้ข้อที่ 2: ว่าด้วยเรื่องของผัดกะเพราไข่ดาว

เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ว่าเวลาสั่งผัดกะเพรา 35 บาท จะเพิ่ม/ไม่เพิ่มไข่ดาวอีก 5 บาท นี่ยังต้องคิดในหัว 2-3 รอบ

ซึ่งไอ้ทฤษฏีผัดกะเพราไข่ดาวมันมาเกี่ยวยังไง เดี๋ยวจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง

ต่อจากข้อที่แล้ว นอกจากรายจ่ายจากค่าออฟฟิศที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เราก็ตัดสินใจเพิ่มอย่างอื่นกันอีก

ผมยังจำได้ถึงวันที่นั่งกินเบียร์กับพี่โบ พาร์ทเนอร์ของผมที่ Magnetolabs และพี่โบนั่งหน้าเมาๆ แดงๆ ตามประสาคนคออ่อนแล้วก็พูดกับผมว่า “แบงค์ พี่คงอยู่อย่างนี้ต่อไปได้อีกไม่นานหรอกนะ พี่มีรายจ่ายหลายอย่าง”

สาเหตุที่พี่โบพูดอย่างนั้นเพราะว่าเงินเดือนที่พวกเราให้กับตัวเองในช่วงแรกนั้นพอๆ กับเงินเดือนที่ผมได้จากที่ทำงานแรกของผมหลังจบใหม่เลย (และนั่นก็เป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ประมาณชาติเศษได้)

1 เดือนหลังจากนั้น เราเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเองกันเท่าตัว พร้อมคำมั่นสัญญาว่าอีกไม่เกิน 3-4 เดือนจะเพิ่มอีกครั้ง

ตอนที่ตัดสินใจเพิ่มเงินเดือน เอาจริงๆ ผมกดดันสัดๆ (ขอหยาบหน่อยนะ ฮา) ค่าออฟฟิศก็พึ่งเพิ่มขึ้น 4-5 เท่า เงินเดือนก็ต้องมาเพิ่มอีก

ความกดดันในเรื่องเดิมก็เริ่มกลับมา ถ้ายังเซ็นสัญญากับลูกค้าเพิ่มไม่ได้ เราก็จะอยู่กันได้อีกแค่ไม่กี่เดือน

สุดท้ายการตัดสินใจครั้งนั้นก็เป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะลูกค้าที่คุยๆ กันไว้ก็เริ่มเซ็นสัญญากันมาเพิ่มเติม

อันนี้ต้องขอบคุณพี่เก่งแห่ง rgb72 ซึ่งเป็น Mentor ผู้น่ารักของผมคนหนึ่งที่ให้ข้อคิดว่า “ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เราต้องอยู่รอดให้ได้”

ซึ่งผมเอามาตีความและขยายความต่อว่าถ้าเรายังไม่สามารถทำให้ตัวเราเอง Win ได้ ก็อย่าไปหวังทำให้ลูกค้าหรือใคร Win เลย เพราะสุดท้ายมันจะไม่ได้ Win-Win และเราก็คงจะไม่ Happy เมื่อเราไม่ Happy เราก็คงทำมันต่อไปได้อีกไม่นาน

หลังจากวันนั้นผมก็ได้คิดและคิดได้ว่ามันสำคัญมากๆ ที่ผมและพาร์ทเนอร์ต้อง Win อย่างน้อยคือต้องอยู่ในระดับที่ “อยู่ได้”

ซึ่งคำว่าอยู่ได้ในความหมายของผมคือผมควรที่จะสามารถสั่งผัดกะเพราะแบบใส่ไข่ดาว 5 บาท 10 บาทในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องคิด ถ้าต้องคิดเยอะอยู่ มันไม่น่าเวิร์ค

และนี่ก็เป็นที่มาของเรื่องผัดกะเพราไข่ดาว….

ป.ล. เอาจริงๆ วิธีการลดเงินในบริษัทด้วยการเพิ่มเงินเดือนมันก็เหมือนการหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ แบบว่ากูจะตายแล้ว กูจะไม่รอดแล้ว ต้องรีบตะเตียกตะกาย เข้าใจคำว่า “Only the Paranoid Survive” เลย ฮา

สิ่งที่เรียนรู้ข้อที่ 3: ใจเป็นใหญ่ ไม่ใช่เงินเป็นใหญ่

เวลาหาพาร์ทเนอร์ ให้หาคนที่ใจเป็นใหญ่ ไม่ใช่เงินเป็นใหญ่ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่โดดลงเหวด้วยกัน ถ้าพาร์ทเนอร์เห็นเครื่องร่อนลำข้างๆ ดูดีกว่า ดูน่าจะไปได้มากกว่า เขาก็จะกระโดดลงไป

ความเดิมจากข้อที่แล้วที่ผมบอกว่าเงินต้องพอ ต้องอยู่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ สุดท้ายจะไม่มีใครอยากทำ แต่เมื่อตัวเงินเลย Minimum Requirement มาแล้ว เงินไม่ควรจะมามีผลในสมการแห่งการตัดสินใจมากนัก สิ่งที่เป็นตัวแปรหลักในสมการจะต้องเป็น “ความฝัน”

ซึ่งผมโชคดีที่ได้ Partner ที่ให้ความสำคัญกับความฝันมากกว่าเรื่องเงิน

ต้องขอบคุณพี่โบที่ไม่ชายตามองข้อเสนอที่มากกว่าเงินเดือนในตอนนั้น 10 กว่าเท่าเพื่อทำ Magnetolabs กันต่อ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “ก็อยากทำของตัวเอง” ตาม Goal ที่พี่เคยจดไว้ว่าอยากมี Office ขนาดเกิน 500 sqm ย้ายออฟฟิศรอบหน้าได้แน่นอน (ปีหน้าเลยดีไหม? ย้ายออฟฟิศกันปีละครั้ง ฮา)

ต้องขอบคุณน้องอรที่เริ่มทำ Content Shifu ด้วยกันมาตั้งแต่ต้น โดยที่ในตอนนั้นก็ยังไม่รู้ทำไปแล้วจะได้อะไร แต่แค่รู้ว่าอยากทำ ในวันนี้ Content Shifu มีคนอ่านเป็นล้านและมี Solid Revenue Model แล้ว ต่อไปต้องมันส์แน่นอน 🙂

ถัดจากเหวนี้ ก็คงจะมีเหวใหม่ที่หวาดเสียวกว่านี้ ท้าทายกว่านี้ ยังไงก็มาต่อเครื่องร่อนกันไปด้วยกันนะ แล้วอีกไม่นานเราจะได้เปลี่ยนจากการต่อเครื่องร่อนเป็นต่อเครื่องบิน บินไปดาวอังคารกัน ฮา

สุดท้ายนั่งเขียนมาตั้งนาน ถ้าจบแบบไม่มี Call to Action ก็อาจจะน่าเสียดาย ขอฝากทิ้งไว้ 2 อย่างละกัน

1. Office ใหม่ของ Magnetolabs, Content Shifu & New Digital Product ที่กำลังทำอยู่ จะอยู่แถวถนนปั้น ตรง BTS สุรศักดิ์ มาหาเราได้ที่ชั้น “9” โซน “ดี” อาคาร “เศรษฐี” วรรณ (ตัดสินใจย้ายมาที่นี่ก็เพราะเหตุนี้แหละ ฮา)

2. สุดท้าย We are hiring ถ้าอยากทำงานในบริษัทไซส์กำลังดี (10-20 คน) อยากเพิ่มพลังความเนิร์ด และอยากเป็นคนที่เก่งขึ้นกว่าเดิม เราช่วยคุณได้ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ (ถ้าไม่เจอตำแหน่งที่ใช่แต่คิดว่าเราน่าจะเหมาะกัน คุยกันมาได้) หรือถ้ามีเพื่อนกำลังหางานอยู่ ช่วย Refer มาให้หน่อยนะ

ติดตามผ่านอีเมล
เพื่อรับบทความก่อนใคร!

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ Entrepreneurship, Self Development, Talent Management และ Productivity เป็นประจำทุกเดือน

ผมสัญญาว่าผมจะส่งให้แต่เรื่องดีๆ :)