10 บทเรียนธุรกิจจาก Sir Alex Ferguson ผู้จัดการทีมฟุตบอลในตำนาน

“Sir Alex Ferguson” ใครก็ตามที่ติดตามดูฟุตบอลต้องรู้จักกับคนคนนี้แน่ๆ เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่า Sir Alex จะเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล แต่ในความเห็นของผม การบริหารจัดการทีมฟุตบอลกับการบริหารจัดการชีวิตและการทำธุรกิจ มีความคล้ายกันอยู่

ซึ่งในฐานะที่เป็นแฟนแมนยูตั้งแต่เด็ก และพึ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ชื่อว่า Alex Ferguson ผมก็เลยอยากเอาเรื่องท่านเซอร์มาเขียนสรุปไว้ในบล็อกของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบดูฟุตบอล ผมคิดว่ามีหลายอย่างที่คุณสามารถเรียนรู้จากเขาได้ครับ

10 บทเรียนธุรกิจที่ผมได้เรียนรู้จาก Sir Alex Ferguson

1. จังหวะชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน

มีตัวอย่างมากมายของคนในวงการฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่เส้นทางชีวิตของ Sir Alex ไม่เป็นแบบนั้น ตอนเขาเป็นนักเตะเรียกได้ว่าเขาเป็นนักเตะธรรมดาๆ ที่แทบจะ No Name คนนึงเลย

กว่าเขาจะมีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จก็ต้องปาเข้าไปตอนอายุ 50 กว่าๆ เรียกได้ว่ามาเก่งมาดังตอนแก่ก็ไม่ผิด

Sir Alex ทำให้ผมนึกถึงคนอย่างผู้พัน Sanders ผู้ก่อตั้ง KFC (ตอนอายุ 60 กว่าๆ) หรือ Adi Dassler ผู้ก่อตั้ง Adidas (ตอนอายุเกือบๆ 50)

จะเห็นได้ว่าจังหวะชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน บางคนสำเร็จเร็ว บางคนสำเร็จช้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่ ถ้ายังมีไฟ คุณก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้เสมอ

2. ห้ามให้ใครมาแหยม

Sir Alex ขึ้นชื่อในเรื่องของความเฮี๊ยบ ใครก็ตามที่หาญกล้ามาท้าทายอำนาจ คนคนนั้นต้องเดินจากไป

Sir Alex เคยบอกประมาณว่าถ้าตัวเขาปล่อยให้คนมาแหยม การที่เขาจะเป็นผู้นำต่อก็คงยากเพราะคนก็จะคิดว่าเล่นหัวกับเขาได้

ตัวอย่างเช่นในกรณีของ Jaap Stam กองหลังตัวเก่งที่ออกหนังสือพาดพิงถึง Sir Alex ในฤดูกาลถัดมา Stam ก็ต้องย้ายไป Lazio หรือกรณีของ Roy Keane กัปตันจอมโหดที่ทำบรรยากาศในห้องแต่งตัวเสียด้วยการตำหนิเพื่อนร่วมทีม ซึ่ง Sir Alex บอกให้ขอโทษ แล้วเขาไม่ยอมขอโทษ เขาจึงต้องย้ายไป Glasgow Celtic

เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจ ผู้นำต้องรู้จักรักษาบทบาทของตัวเอง ถ้าใครก่อหวอดขึ้นมาหรือมีแนวโน้มที่จะสร้างอันตรายกับภาพรวมของบริษัท ต้องรีบจัดการ

3. สนใจถึงเรื่องนอกสนาม

ถึงแม้ว่า Sir Alex จะมีฐานะเป็นเพียงโค้ชฟุตบอลของทีม Manchester United แต่หลายๆ คนในทีมก็เคารพเขามากกว่านั้น (บางคนถึงขั้นบอกว่า Sir Alex เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองเลยทีเดียว) สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าเขาเป็นคนที่สนใจและใส่ใจเรื่องนอกสนามของนักเตะด้วย

ตัวอย่างเช่นตอนที่ Ryan Giggs ไปบ้านของ Lee Sharpe (สมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นดาวรุ่ง) เพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวกลางคืนต่อ ซึ่ง Sir Alex เองก็มาเยี่ยมถึงประตูบ้านแล้วก็หยุดทั้งคู่ไว้ หรือตอนที่พ่อของ Ronaldo อยู่โรงพยาบาล ในช่วงวันที่ Manchester United กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อของ Champions Leagues ซึ่ง Sir Alex ก็อนุญาตให้ Ronaldo ลาไปดูแลพ่อได้

เวลาทำธุรกิจ นอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว การใส่ใจกับทีมในเรื่องอื่นที่อยู่นอกเหนือเรื่องงานก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะชีวิตคนอยู่กับที่ทำงานประมาณ 1 ใน 3 ถ้าคุณสามารถเข้าใจ (หรือสามารถดูแล) ทีมงานนอกเหนือจากเรื่องงานเพิ่มเติมได้ คุณก็จะเข้าใจและได้ใจคนในทีมมากยิ่งขึ้น

4. จัดการเรื่องต่างๆ ด้วยความเที่ยงธรรม

Sir Alex Ferguson มีลูกอยู่ 3 คนด้วยกันได้แก่ Mark, Darren และ Jason

ซึ่ง Darren นั้นเคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นดาวรุ่งของ Manchester United ในช่วงที่ Sir Alex คุมทีมอยู่ด้วย แต่เมื่อ Sir Alex รู้ว่า Darren ลูกของเขานั้นไม่ดีพอสำหรับ Manchester United ชุดใหญ่ ถึงแม้จะเจ็บปวด แต่เขาก็ต้องตัดสินใจขาย Darren ออกไป

ถ้าดีไม่พอก็ต้องจากไป… ลูกของเขาถูกปฏิบัติไม่ต่างกับนักเตะคนอื่นๆ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาทำธุรกิจ คุณควรที่จะมองคนและเรื่องต่างๆ ผ่านเลนส์ชุดเดียวกัน ว่าง่ายๆ คือมีมาตรฐาน ถ้าคุณจัดการเรื่องต่างๆ อย่างมีมาตรฐาน ถึงแม้ว่าจะคนที่ได้รับผลกระทบจะไม่พอใจหรือไม่สะดวกใจ แต่คนในทีมของคุณก็จะเข้าใจและรับสิ่งเหล่านั้นได้

5. ต้องมีทัศนคติของผู้ชนะ

สำหรับ Sir Alex แล้ว คำว่า “ยอมแพ้” ไม่มีอยู่ในสารระบบ นักเตะทุกๆ คนต้องมีทัศนคติของผู้ชนะอยู่ในตัว ไม่ว่าสถานการณ์จะย่ำแย่แค่ไหน นักเตะต้องเชื่อว่าต้องกลับมาได้

ตัวอย่างเช่นตอนที่ Manchester United เจอกับ Tottenham Hotspurs ในปี 2001 ที่ในครึ่งแรกพวกเขาโดนนำ 3-0 แต่พอจบครึ่งหลังดันพลิกกลับมาชนะ 5-3 โดยที่สิ่งที่ Sir Alex พูดคือ

‘Right, I’ll tell you what we’re going to do. We’re going to score the first goal in this second half and see where it takes us. We get at them right away, and we get the first goal’. และ ‘Okay, you’d better go out there and win the game’.

จะเห็นได้ว่าถึงจะถูกนำ 3-0 แต่เขาก็ยังคิดถึงอยู่เพียงแค่ว่าจะพลิกกลับมาชนะยังไง

ผู้ชนะ แน่นอนว่าต้องเจอความพ่ายแพ้บ้าง แต่ที่สำคัญคือต้องไม่ยอมแพ้

6. เรื่องจิตวิทยาเป็นเรื่องสำคัญ

Sir Alex ถือเป็นอีกคนที่ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในสิ่งที่เขาต้องการ

ตัวอย่างเช่นการขู่ Ronaldo ว่าถ้ายังงอแงจะขอย้ายทีม เขาจะดอง Ronaldo ไว้ไม่ให้ลงเล่นทั้งฤดูกาล สุดท้าย Ronaldo ก็ยอมอยู่กับ Manchester United เพื่อคว้าแชมป์อีกฤดูกาล (ในช่วงนั้น Manchester United โดน Real Madrid กดดันเรื่องการซื้อ Ronaldo เยอะมากๆ เหมือนกัน ซึ่ง Sir Alex บอกว่าถ้าให้ Ronaldo ย้ายในตอนนั้น แสดงว่าเขาจะปล่อยให้ใครมาทำอะไรกับเขาก็ได้)

หรือแม้แต่การมองนาฬิกาตอนทดเวลาบาดเจ็บเป็นประจำเพื่อกดดันให้ผู้ตัดสินเป่าหมดเวลาในขณะที่ Manchester United นำอยู่

ในเชิงธุรกิจเองก็เช่นเดียวกัน การใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อกดดัน โน้มน้าว และกระตุ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่คุณต้องการเป็นสิ่งที่สำคัญ (ทั้งนี้ผมคิดว่าสิ่งที่คุณทำควรจะตั้งอยู่ในกรอบของกฏหมายและศีลธรรมนะครับ)

7. มุ่งมั่นทำงานของตัวเองออกมาให้ดี

ในตอนที่ตระกูล Glazer เข้ามา Take Over Manchester United ตัว Sir Alex เองก็ไม่ได้สนใจถึงความเปลี่ยนแปลงในจุดนั้นเพราะเขาบอกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเขา หน้าที่ของเขาคือการทำผลงานในสนามให้ดี

การมุ่งมั่นที่จะทำงานของตัวเองออกมาให้ดีส่งผลให้ตัว Sir Alex เองก็ได้รับการสนับสนุนจากตระกูล Glazer อย่างเต็มที่

โฟกัสที่เรื่องของตัวเอง เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง และเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ จะทำให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้โดยที่ไม่ต้องสนใจสิ่งรบกวนริมทาง

8. เคารพทุกคน

ถึงแม้ว่า Sir Alex มียศเป็นถึงท่าน Sir เป็นคนที่โด่งดังและประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ทำตัวหยิ่งจองหอง

ภายในสโมสร Manchester United นั้น Sir Alex ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม อย่างพนักงานทำความสะอาด (ผมจำชื่อไม่ได้) ก็ได้บอกว่า Sir Alex เคารพทุกคน วันแรกที่มาทำงานที่สโมสรเป็นยังไง ตอนนี้เขาก็ยังปฏิบัติกับทุกคนอย่างนั้นเสมอต้นเสมอปลาย

ในเชิงธุรกิจแล้ว การเคารพทุกคน ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม จะทำให้คนรู้สึกดีกับคุณ เผลอๆ คุณอาจจะได้รับความช่วยเหลือที่คุณไม่คาดฝันด้วย

9. ประสบการณ์และความสดเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

ในทุกๆ ยุคสมัยของ Manchester United ที่ Sir Alex เป็นผู้จัดการทีมอยู่ ในทีมจะมีทั้ง “นักเตะมากประสบการณ์” และ “นักเตะรุ่นใหม่ไฟแรง” ผสมผสานกันอยู่เสมอ

ตัวอย่างจะเห็นได้จากการที่ Sir Alex เห็นคุณค่าของ Ryan Giggs และ Paul Scholes (ในวัย 35+ ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับนักฟุตบอล) และให้โอกาส 2 คนนี้โลดแล่นในสนามพร้อมกับประคองทีมรุ่นน้อง

ในโลกธุรกิจเช่นเดียวกัน คนที่อายุเยอะ เคยทำงานมามากก็จะมีประสบการณ์และมุมมองในรูปแบบนึง ส่วนคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ประสบการณ์อาจจะไม่เยอะเท่า แต่มีแรงและมีมุมมองที่แตกต่างออกไป ถ้าคุณสามารถผสมผสานจุดแข็งของทั้ง 2 เจน ธุรกิจก็จะไปได้ดีครับ

10. สร้างสโมสร ไม่ใช่สร้างทีม

ตั้งแต่วันแรกที่ Sir Alex เข้ามาคุม Manchester United เขาก็ตั้งเป้าไว้เลยว่าเขาจะมาสร้างสโมสร ไม่ใช่สร้างทีม

แล้วมันต่างกันยังไง?

การสร้างทีมคือการสร้างกลุ่มนักเตะจำนวน 20-30 คนเพื่อทำให้แข่งขันได้และนำมาซึ่งชัยชนะในลีก แต่เมื่อนักเตะระดับซุปเปอร์สตารย้ายทีมหรือเลิกเล่นไป ทีมอาจจะไม่รุ่งเรืองเหมือนอดีตแล้วก็เป็นได้

การสร้างสโมสรมีมากกว่านั้น เพราะยังต้องคำนึงถึงการสร้างดาวรุ่งรุ่นใหม่ เรื่องชื่อเสียง ทัศนคติ และเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ที่ทำให้สโมสรนั้นอยู่รอดไปได้ในระยะยาว

การทำธุรกิจก็เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าการมองถึงผลประกอบการในระยะสั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว นอกจากผลประกอบการแล้ว คุณยังต้องมองเรื่องการพัฒนาสินค้า การพัฒนาคน และเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย

สรุป

และนี่คือ 10 ข้อคิดที่ผมได้เรียนรู้มาจากการอ่านหนังสือ “Alex Ferguson” และค้นคว้าเพิ่มเติมบางส่วนนะครับ

จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่า Sir Alex จะเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล แต่หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่เขาทำ คุณก็สามารถนำมาปรับใช้ในโลกแห่งธุรกิจได้เช่นเดียวกัน

สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือบทเรียนชีวิตของคนอื่นมีไว้ให้คุณเรียนรู้ แต่ไม่ได้ให้คุณทำตามทุกอย่างนะครับ ส่วนไหนที่คุณเห็นว่าเหมาะกับคุณและธุรกิจของคุณ ก็เอาไปปรับใช้ ส่วนไหนที่ไม่เห็นด้วยหรือคิดว่าไม่เหมาะกับบริบทของคุณก็แค่อ่านไว้เป็นความรู้ก็พอครับ

โลกธุรกิจมีตัวแปรที่หลากหลายและไม่มีอะไรที่ตายตัว ต้องพร้อมปรับตัวอยู่เสมอนะครับ 🙂

ถ้าคุณมีเรื่องอื่นๆ ที่คุณเรียนรู้จาก Sir Alex และอยากแชร์ให้ผมและผู้อ่านคนอื่นๆ รู้ มาคุยกันต่อได้ในคอมเมนต์เลยนะครับ