เขียนแผนธุรกิจภายใน 20 นาทีด้วย “Business Model Canvas”

ถ้าคุณจะทำธุรกิจ แผนธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะเป็นเสมือนหางเสือที่ช่วยกำหนดทิศทางให้กับคุณ อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยบอกว่าคุณควรจะทำหรือไม่ควรทำอะไร

ซึ่งแผนธุรกิจที่ดีนั้นไม่ควรอยู่เพียงแค่ในสมองของคุณ เพราะพอเวลาผ่านไป คุณอาจจะลืมแผนที่คุณวางไว้ได้ หรือทีมงานของคุณอาจจะเห็นภาพธุรกิจไม่ตรงกันกับคุณ

เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องเขียนแผนธุรกิจขึ้นมา

แต่การจะเขียนแผนธุรกิจแบบลงรายละเอียดนั้นต้องใช้เวลา วันนี้ผมก็เลยมีทางเลือกที่ทำได้เร็วกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า มาแนะนำให้กับคุณ

ซึ่งก็คือการเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas ที่สามารถเขียนแผนธุรกิจได้จบภายใน 1 แผ่น และถ้าคุณมีแผนในหัวอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าคุณจะใช้เวลาไม่นานในการเขียนมันออกมาแน่ๆ ครับ

Business Model Canvas คืออะไร? มีวิธีการเขียนยังไง? และจะเขียนออกมาให้ดีได้ยังไง? เดี๋ยวผมจะเอามาขยายความในบทความนี้ครับ 😃

Business Model Canvas คืออะไร?

Business Model Canvas คือเทมเพลตการเขียนแผนธุรกิจขนาดกะทัดรัดจำนวน 1 หน้า ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยบริษัทที่ชื่อว่า Strategyzer ประกอบไปด้วยช่อง 9 ช่องที่ครอบคลุมทุกมิติในการวางแผนสำหรับธุรกิจของคุณ

Note: หลักการและเหตุผลต่างๆ แทบจะทั้งหมดในบทความนี้ผมอ้างอิงมาจาก Strategyzer นะครับ สิ่งที่ผมทำในบทความนี้คือยกตัวอย่างและให้ความเห็นจากประสบการณ์ของตัวเองนะครับ 🙂

โดยที่รูปครึ่งซ้ายหมายความรวมถึงแผนในการบริหารจัดการ Back Stage ของคุณ (พวก Finance, HR และ Operation) และในรูปครึ่งขวาหมายถึงการบริหารจัดการ Front Stage (พวก Marketing, Sales และ Service)

ซึ่งถ้าลงรายเอียดเพิ่มเติม ทั้ง 9 ช่องนี้ประกอบไปด้วย

Infrastructure

1. Key Activities (กิจกรรมหลักที่ต้องทำ)

สิ่งที่คุณต้องตอบได้ในข้อนี้คือกิจกรรมหลักที่คุณจะต้องทำเพื่อส่งมอบคุณค่า (Key Activities) ของสินค้าหรือบริการของคุณมีอะไรบ้าง

ตัวอย่างของกิจกรรมหลักที่ต้องทำมีหลายอย่างเช่น

  • Production

เช่นการออกแบบ การผลิต การควบคุมคุณภาพ หรือการซ่อมบำรุง เป็นต้น

  • Research & Development

เช่นการพัฒนาสินค้า การพัฒนาขั้นตอนการทำงาน หรือการสร้างสรรค์นวัติกรรมใหม่ๆ เป็นต้น

  • Marketing

เช่นการวางแผนการตลาด การทำแคมเปญ การซื้อสื่อ หรือการวิเคราะห์คู่แข่ง เป็นต้น

  • Sales & Customer Service

เช่นการขาย การให้บริการลูกค้า เป็นต้น

2. Key Resources (ทรัพยากรหลักที่ต้องใช้)

การจะทำของออกมาขาย คุณจะต้องมีทรัพยากรที่ใช้เพื่อสร้างหรือทำของขึ้นมา

ซึ่งคำว่าทรัพยากร หรือ Resource นั้นแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 4 อย่างด้วยกันได้แก่

  • Physical Resources (ทรัพยากรที่จับต้องได้) เช่นวัตถุดิบ สินค้า หรือพวก Raw Materials ต่างๆ
  • Human Resources (ทรัพยากรบุคคล) เช่นพนักงานในบริษัทของคุณ หรือฟรีแลนซ์ เป็นต้น
  • Intellectual Resources (ทรัพยากรทางปัญญา) เช่นลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือข้อมูล เป็นต้น
  • Financial Resources (ทรัพยากรทางการเงิน) เช่นลงเงินทุน

3. Key Partners (พันธมิตรทางธุรกิจหลักที่ร่วมมือด้วย)

แน่นอนว่าคุณคงจะไม่ได้ทำงานเพียงแค่คนเดียว (หรือบริษัทเดียว) โดยที่ไม่มีความร่วมมือกับใคร

ข้อมูลที่คุณต้องใส่ในข้อนี้เป็นข้อมูลของคน/บริษัทที่คุณจะทำธุรกิจด้วย (หรือคน/บริษัทที่คุณต้องพึ่งพาอาศัย) โดยปกติแล้ว Key Partners จะแบ่งออกได้เป็น 4 แบบด้วยกัน ได้แก่

  • Strategic alliances between non-competitors

การร่วมมือกับคนหรือบริษัทที่ไม่ใช่คู่แข่ง เช่นการที่บริการ Delivery จับมือกับธนาคารเพื่อปล่อยเงินกู้

  • Coopetition

การร่วมมือกับคู่แข่ง เช่นสายการบินต่างๆ ร่วมมือเป็นพันธมิตรธุรกิจ (ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็ Star Alliance)

  • Joint Ventures to develop new businesses

การร่วมมือเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ เช่น Wongnai + LINE + Lalamove = LINE Man

  • Buyer-supplier relationships

ความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อ-ผู้ขาย เช่นบริษัทเครื่องดื่มเป็นพันธมิตรกับโรงงานบรรจุขวด

Offerings

4. Value Proposition (คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า)

การทำธุรกิจคือการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าเพราะฉะนั้นคุณต้องตอบตัวเองถึงการมีอยู่ของธุรกิจของคุณให้ได้

ผมคิดว่า Format ด้านล่างนี้ของ Steve Blank เป็นตัวเริ่มต้นที่ดีในการเขียน Value Proposition ครับ

“We help X do Y by doing Z” หรือแปลเป็นไทยว่า เราช่วย X ทำ Y โดยที่เราทำ Z

โดยที่ X คือกลุ่มลูกค้าที่คุณหมายตา Y คือสิ่งที่เขาจะได้รับและ Z คือสิ่งที่คุณส่งมอบ

ถ้าคุณอยากระดมไอเดียและตกผลึกเรื่องนี้มากขึ้น คุณสามารถลองไปใช้ Value Proposition Canvas ได้ครับ

ตัวอย่างทางด้านบนคือตัวอย่างของ Value Proposition Canvas ซึ่งคุณสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมและดูตัวอย่างการเขียนได้ที่นี่ครับ

Customers

5. Customer Segments (กลุ่มลูกค้า)

โดยปกติแล้ว Custom Segment จะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มได้แก่

  • Mass Market

กลุ่มเป้าหมายกว้างๆ แบบที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก โดยมากแล้วกลุ่มลูกค้าแบบนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าของสินค้าที่เป็น Consumer Product (สินค้าอุปโภคบริโภค) เช่นอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

  • Niche Market

กลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง โดยมากแล้วกลุ่มลูกค้าแบบนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าของสินค้าหรือบริการที่เป็น High-involvement (คนต้องคิดและพิจารณาก่อนตัดสินใจ) เช่นบริการที่ปรึกษาสำหรับผู้บริหารระดับสูง บริการทางด้านกฏหมายสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นต้น

  • Segmented

กลุ่มเป้าหมายแบบแบ่งส่วน โดยที่คุณมีกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการหรือปัญหาที่แตกต่างกันมากกว่า 1 กลุ่ม ซึ่งสินค้าหรือบริการสามารถตอบโจทย์ความต้องการหรือปัญหาได้กับทุกกลุ่ม เพียงแต่ต้องบิดมุมในการนำเสนอ ตัวอย่างเช่นบริการทางกฏหมายสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศ และบริการทางกฏหมายมรดก (คุณยังคงส่งมอบบริการทางกฏหมายอยู่ เพียงแต่ความต้องการของทั้ง 2 กลุ่มจะต่างกัน)

  • Diversify

กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยที่คุณใช้ความสามารถหรือทรัพยากรที่คุณมีในการสร้างสินค้าหรือบริการที่แตกต่างกันเพื่อกลุ่มคนที่แตกต่างกัน เช่นบริษัทของคุณเป็นบริษัทรับจ้างทำเว็บไซต์ให้กับองค์กรใหญ่ ในขณะเดียวกันคุณอาจจะมีลูกค้าอีกกลุ่มที่มาใช้งานระบบ Delivery สำหรับร้านอาหารที่คุณสร้างไว้ (ทรัพยากรที่คุณมีอยู่คือทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ในการพัฒนาโปรแกรม)

  • Multi-sided

กลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยที่คุณเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อทั้ง 2 กลุ่มเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่นคุณเป็น Marketplace Platform ในการขายของเกี่ยวกับบ้าน กลุ่มเป้าหมายของคุณจะมีทั้งคนที่ขายของเกี่ยวกับบ้าน และคนซื้อของเกี่ยวกับบ้าน

Note: ไม่ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณเป็นแบบไหน สิ่งที่คุณควรทำขึ้นมาคือ Buyer Persona

6. Channels (ช่องทาง)

สินค้าหรือบริการของคุณจะส่งไปไม่ถึงลูกค้าเลยถ้าคุณไม่มี “ช่องทาง”

ช่องทางสามารถแบ่งง่ายๆ ออกมาได้ 3 รูปแบบได้แก่ Owned, Earned และ Paid

  • Owned – ช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของเช่นเว็บไซต์ หน้าร้านของคุณเอง แอคเคาท์ Social Media ต่างๆ (ตรงส่วนนี้จริงๆ แล้วเป็นกึ่ง Owned กึ่ง Rented คือคุณเพจเป็นของคุณนั่นแหละ แต่เจ้าของสุดท้ายจริงๆ คือเจ้าของ Social Media Platform)

อ่านเพิ่มเติม: ทำไมต้องมีเว็บไซต์? ในเมื่อการทำธุรกิจบนบนโซเชียล หรือช่องทางอื่นๆ ก็ดีอยู่แล้ว และ รู้ก่อน รอดก่อน! เหตุผลที่คุณไม่ควรพึ่งแต่ Social Media ในการทำธุรกิจ

  • Earned – การที่คนอื่นไม่ว่าจะเป็น Media, Key Opinion Leader หรือ Influencer ช่วยโปรโมตธุรกิจ สินค้าหรือบริการของคุณโดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

อ่านเพิ่มเติม: Influencer Marketing: จับมือคนดัง สร้างแคมเปญออนไลน์

  • Paid – การจ่ายเงินให้ Media (เช่นการซื้อโฆษณาบน Social Media, Search Engine, TV หรือสื่อออฟไลน์อื่นๆ), Key Opinion Leader หรือ Influencer ช่วยโปรโมตแบรนด์ สินค้าหรือบริการของคุณ

อ่านเพิ่มเติม: 5 เรื่องง่าย ๆ ที่คนมักจะเข้าใจผิดในการเริ่มทำ Facebook Ads, Google Ads / Google AdWords 101: สอนมือใหม่หัดลงโฆษณากับ Google และ SEM คืออะไร เรียนรู้การทำ SEM ง่ายๆ ได้ในบทความเดียว

7. Customer Relationship (ความสัมพันธ์กับลูกค้า)

ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจของคุณกับลูกค้าเป็นอย่างไร?

โดยปกติแล้วความสัมพันธ์กับลูกค้าสามารถแบ่งได้ออกเป็น 5 อย่างด้วยกัน (ใน 1 ธุรกิจสามารถมีความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากกว่า 1 แบบ) ได้แก่

  • Personal Assistance

ความสัมพันธ์แบบผู้ช่วยส่วนบุคคล ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะมีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแบบรายบุคคล ตัวอย่างของธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้เช่นร้านตัดผม ร้านสูทแบบสั่งตัด

  • Dedicated Personal Assistance

ความสัมพันธ์แบบผู้ช่วยส่วนตัว ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้เป็นการขายสินค้าหรือบริการแบบบุคคลเช่นเดียวกับแบบก่อนหน้า แต่จะมีความลึกซึ้งกว่าเช่นจะต้องจำชื่อ หน้า รสนิยม และความชอบของลูกค้าได้ ตัวอย่างของธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้เช่น Digital Agency ที่ให้บริการลูกค้าเจ้าใหญ่ หรือหลักทรัพย์ให้บริการบริหาร Porfolio ส่วนบุคคลสำหรับคนที่ลงทุนเป็นจำนวนมาก

  • Self-Service & Automated Services

ความสัมพันธ์แบบที่ลูกค้าช่วยตัวเอง ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง โดยที่ถ้าเป็น Self Service คือการที่ลูกค้าบริการตัวเองเช่นการหยิบของที่ต้องการใน Supermarket แล้วทำการจ่ายเงินที่ Self-Service Checkout ส่วนถ้าเป็น Automated Services คือการที่ลูกค้าแทบจะไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลย ตัวอย่างเช่นบริการ Streaming ที่แนะนำหนังที่น่าสนใจให้กับลูกค้าโดยอัตโนมัติ

  • Communities

ความสัมพันธ์แบบเครือข่าย ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Social Network ต่างๆ หรือเครือข่ายสำหรับคนออกกำลังกาย เป็นต้น

  • Co-Creation

ความสัมพันธ์แบบช่วยกันสร้าง ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะนำเอาลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าหรือบริการ ตัวอย่างเช่นการเว็บขายหนังสือเปิดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการรีวิวและกำหนดความนิยมของหนังสือ หรือร้านไอศครีมเปิดให้ลูกค้าโหวตว่าอยากจะกินไอศครีมรสใหม่รสไหน เป็นต้น

Finances

8. Cost Structure

โครงสร้างต้นทุนเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจของคุณไปต่อได้ ถ้าต้นทุนคุณสูง คุณก็อาจจะทำราคาแข่งกับคนอื่นยาก ถ้าต้นทุนคุณต่ำ มันอาจจะเป็นหนึ่งในจุดแข็งของธุรกิจของคุณ

โดยปกติแล้วการแบ่งประเภทต้นทุนมีหลากหลายแบบมาก (ถ้าอยากรู้เรื่องการแบ่งประเภทต้นทุนเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ)

สำหรับตัว Business Model Canvas ปกติเวลาผมเขียนเรื่อง Cost Structure ผมจะชอบใช้วิธีการจำแนกต้นทุนตามหน้าที่งานในกิจการ (Functions or Operations of a Business) เช่น Marketing Cost, Production Cost, Administrative Cost และอื่นๆ ตามสายงาน สาเหตุนั้นเป็นเพราะการแบ่งอย่างนี้ทำให้ผมเห็นภาพรวมถึงต้นทุนที่ผมมีสำหรับธุรกิจนั้นๆ ได้ง่าย เช่นถ้าผมจะทำธุรกิจซอฟต์แวร์ให้บริการทำบัญชีออนไลน์ ต้นทุนหลักๆ ผมก็คงจะมีเงินเดือนพนักงานสำหรับฝ่ายต่างๆ (เช่น Developer, Designer หรือ Marketer เป็นต้น) ค่าเซอร์เวอร์ ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจ ค่าเช่าออฟฟิศ

สำหรับ Cost Structure รูปแบบอื่นนั้นอาจจะเหมาะสำหรับการใช้งานตอนที่คุณวิเคราะห์ตัวเลข หรือทำบัญชีมากกว่า

Note: ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นทุนนะครับ ถ้าบังเอิญว่ามีใครที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้แล้วคิดว่ามีวิธีการที่ง่ายและเห็นภาพมากกว่าในตอนที่เขียน Business Model Canvas สามารถแนะนำผมและผู้อ่านคนอื่นๆ ได้นะครับ 🙂

9. Revenue Streams

รายได้เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงธุรกิจของคุณ ถ้าคุณมีรายได้เยอะ (เยอะกว่ารายจ่ายมากๆ) คุณก็จะมีโอกาสในการนำรายได้ที่ได้มาไปพัฒนาด้านต่างๆ ของธุรกิจของคุณและทำให้มันเติบโต

ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้มีหลากหลายเช่น

  • Asset Sales

การขายสินค้าที่จับต้องได้ (Tangible product) เช่นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ อาหาร หรือเครื่องดื่ม เป็นต้น

  • Service Fee

การขายบริการ (Intangible product) เช่นการให้บริการที่ปรึกษาทางกฏหมาย หรือการให้บริการการตลาดออนไลน์ เป็นต้น

  • Usage Fee

การขายตามการใช้งานของลูกค้า (ใช้น้อยจ่ายน้อย ใช้มากจ่ายมาก)เช่นแพ็คเกจอินเตอร์เน็ต

  • Subscription Fee

การขายค่าใช้บริการเป็นรายเดือน/รายปีแบบเหมาๆ เช่นบริการ Streaming หนังที่ให้คุณจ่ายเดือนละหลักร้อยบาทแต่ดูได้แบบไม่จำกัด

  • Lending/Renting/Leasing

การให้ยืมหรือให้เช่าเช่าธุรกิจชุดแต่งงานที่จ่ายค่าเช่าชุด พอเอาไปใช้เสร็จแล้วต้องเอาชุดมาคืน

  • Licensing

การให้ลิขสิทธิ์ เช่นบริษัทผลิตภาพยนตร์ขายสิทธิ์ตัวละครเพื่อให้บริษัทอื่นนำไปสร้างเป็น Model Fiction

  • Brokerage fees

ค่าธรรมเนียมนายหน้า เช่นคุณจ้างโบรกเกอร์ในบริษัทหลักทรัพย์ให้ซื้อขายหุ้นให้กับคุณ เมื่อมี Transaction เกิดขึ้น โบรกเกอร์จะได้เงินจากการซื้อขายหลักทรัพย์

  • Advertising

การจ่ายค่าโฆษณา เช่นการที่คุณจ่ายเงินซื้อ Facebook Ads, Google Ads หรือโฆษณาในโทรทัศน์ เป็นต้น

ในความเห็นของผม ตอนที่คุณเขียนแผนธุรกิจ ผมแนะนำให้คุณลิสต์แหล่งรายได้ที่เป็นไปได้ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน จากนั้นค่อยเลือกตัดให้เหลือเฉพาะตัวที่คุณคิดว่าน่าสนใจหรือตัวที่คิดว่าเป็นไปได้

การทำแบบนี้จะทำให้คุณคิดถึงทุกๆ ความเป็นไปได้ในการหารายได้ให้กับธุรกิจของคุณครับ

คำแนะนำในการเขียนแผนธุรกิจโดยใช้ Business Model Canvas

1. ค่อยๆ เขียนทีละข้อ เป็นลำดับไป

การเขียน Business Model Canvas ที่ดีนั้นไม่ได้เขียนจากซ้ายไปขวา ขวามาซ้าย แต่เป็นการเขียนโดยอ้างอิงจาก “ตลาด” ก่อน

เพราะฉะนั้นข้อมูลช่องแรกที่คุณควรใส่คือกลุ่มลูกค้า (Customer Segments) คุณต้องเห็นก่อนว่าใครคือกลุ่มลูกค้าของคุณ เมื่อทราบแล้วว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร สิ่งถัดมาที่คุณควรคิดคือคุณมีคุณค่า (Value Proposition) อะไรที่จะส่งมอบให้คนกลุ่มเหล่านี้ จากนั้นก็มาดูต่อว่าจะส่งมอบคุณค่าของคุณให้กลุ่มคนเหล่านี้ผ่านช่องทาง (Channel) ไหนและด้วยความสัมพันธ์ (Customer Relationship) แบบไหน

จากนั้นมาดูต่อว่าคุณจะหารายได้ (Revenue Streams) ยังไง และจะต้องใช้ทรัพยากร (Key Resources) กิจกรรม (Key Activities) และพันธมิตร (Key Partners) อะไรบ้างเพื่อทำให้คุณส่งมอบสินค้าหรือบริการได้

และค่อยมาดูต่อว่าค่าใช้จ่าย (Cost Structure) ที่ทำให้คุณดำเนินธุรกิจได้มีอะไรบ้าง

การเขียนแผนธุรกิจ Business Model Canvas ด้วยลำดับขั้นตอนแบบนี้จะทำให้คุณไล่เรียงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

2. หลายหัวดีกว่าหัวเดียว

ถ้าคุณมีหุ้นส่วนทางธุรกิจ การชวนหุ้นส่วนของคุณมาสุมหัวช่วยกันคิดแผนธุรกิจจะทำให้ครอบคลุมกว่าการที่คุณคิดคนเดียว

คำแนะนำของผมเวลาระดมสมองกับหุ้นส่วนของคุณให้พิมพ์ตาราง Business Model Canvas ออกมาและใช้ “Post It” ในการระดมสมอง

สาเหตุนั้นเป็นเพราะทุกครั้งที่เกิดการแชร์ไอเดีย มีโอกาสสูงมากที่คุณและหุ้นส่วนธุรกิจจะมีมุมมองไม่เหมือนกัน และเมื่อออกความเห็นมาแล้ว จะต้องมีการถกเถียงกัน

การใช้ Post It จะทำให้คุณสามารถดึงมันเข้าออก ปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจโดยอิงจากข้อสรุปของคุณและหุ้นส่วนธุรกิจได้อย่างง่ายๆ

Note: ถ้าคุณเป็นคนที่คิด Business Model Canvas คนเดียว ผมแนะนำให้คุณไปลองใช้เครื่องมือออนไลน์อย่าง Canvanizer หรือ Leanstack ซึ่งจะมีระบบที่ช่วยให้คุณสามารถเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas ออนไลน์ได้อย่างง่ายๆ ครับ

3. ศึกษาตัวอย่างจากคนอื่น

ถ้าคุณพึ่งเคยเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas เป็นครั้งแรก คุณอาจจะรู้สึกงงงวยและเขียนมันออกมาไม่ได้

วิธีแก้เรื่องนี้คือให้คุณลองไปหาตัวอย่างการเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas จากที่อื่นมาเป็นตัวอย่างครับ

วิธีการง่ายๆ เลยให้คุณเข้า Google แล้วค้นหาคำว่า “Business Model Canvas Example”, “Business Model Canvas ตัวอย่าง” หรือไม่ก็ “Business Model Canvas + รูปแบบธุรกิจของคุณ” ครับ

จากรูปทางด้านบนที่ผมลองไปค้นหาใน Google ดู จะเห็นได้ว่ามีตัวอย่างให้คุณดูค่อนข้างหลากหลายครับ

สรุป

และนี่คือวิธีการเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas นะครับ

ถ้าคุณอ่านบทความนี้จบและพยายามทำความเข้าใจในแต่ละหัวข้อที่ผมเขียนถึง และถ้าคุณมีภาพของธุรกิจของคุณในหัวที่ชัดเจนอยู่แล้ว คุณจะสามารถสร้างแผนธุรกิจออกมาได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีแน่ๆ ครับ

สิ่งที่อยากฝากไว้คือ อย่างที่เกริ่นไปในตอนแรกว่าการเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas นั้นเป็นการเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจอย่างง่ายๆ

ซึ่งถ้าคุณตัดสินใจที่จะต้องทำธุรกิจอะไรอย่างจริงจังแล้ว ผมแนะนำให้คุณลงรายละเอียดในแต่ละส่วนเพิ่มเติมด้วยนะครับ

สุดท้ายผมขออวยพรให้ธุรกิจใหม่ของคุณที่เกิดจากการเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas ประสบความสำเร็จนะครับ 🙂