เพิ่มโอกาสในการถูกเชิญสัมภาษณ์งาน [ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที]

คุณสมัครงานไปหลายที่… แต่ก็ไม่มีใครเชื้อเชิญคุณไปสัมภาษณ์สักที หรือถ้ามีก็อาจจะมีไม่ค่อยมาก…

ถ้าคุณเจอปัญหาแบบนี้อยู่ เนื้อหาในบทความนี้อาจจะพอช่วยคุณได้ครับ

ผมเคยเขียนถึงเหตุผลที่คุณไม่ถูกเชิญสัมภาษณ์งานไปแล้ว ในบทความนี้ผมจะมาแชร์เทคนิคง่ายๆ 6 ข้อ ใช้เวลาทำไม่นาน

รับรองว่าถ้าคุณทำ 6 ข้อนี้ไม่พลาด โอกาสถูกเชิญสัมภาษณ์งานจะมีมากขึ้นแน่ๆ ครับ

6 วิธีการง่ายๆ ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกเชิญสัมภาษณ์งาน!

1. ตั้งชื่อไฟล์ Resume (1 นาที)

การตั้งชื่อไฟล์ Resume เป็นเรื่องสำคัญ

และแน่นอน ที่ผมบอกว่าให้ตั้งชื่อไฟล์ Resume ไม่ใช่ว่าให้ตั้งชื่อว่า Resume_1, Resume_me, Resume_Revised

แต่เป็นการตั้งชื่อ Resume เพื่อบอกว่า Resume นั้นๆ เป็น Resume ของคุณ

เช่นถ้าคุณชื่อว่า John Doe คุณก็ควรจะตั้งชื่อ Resume ของคุณว่า John_Doe_Resume หรือฟอร์แมตที่ใกล้เคียง เพื่อที่ทางบริษัทหรือ HR จะได้รู้ว่า Resume นั้นๆ คือ Resume ของใคร

เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องหยุมหยิบไร้สาระ แต่จริงๆ มันสื่อถึงว่าคนคนนั้นเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดรึเปล่า

ทุกคร้ังที่ผมได้ Resume ชื่อ Resume มาผมจะไม่เปิดอ่านเลย

2. ตั้งชื่อหัวข้ออีเมล (3 นาที)

Apply for a job, Resume, I want to apply for this job…. คำเหล่านี้ไม่ควรถูกเอามาตั้งเป็นชื่ออีเมล เพราะสุดท้าย HR (ที่วันวันนึงอาจจะได้รับอีเมลสมัครงานเป็นสิบฉบับ) ก็จะไม่รู้ว่าอีเมลนี้เป็นอีเมลของใคร

คำแนะนำง่ายๆ ที่ผมอยากจะแนะนำคือให้ตั้งชื่อหัวข้ออีเมล

ตัวอย่าง Format ที่ผมคิดว่าคุณพอจะเอาไปใช้ต่อได้เลยคือ

Applying for [Job Position] – [Your First Name & Last Name] เช่น Applying for Account Executive Position – John Doe

HR จะได้รู้และพอจะระลึกได้ว่าคุณชื่ออะไร และสมัครงานมาในตำแหน่งอะไร

3. .doc file…. เลิกซะ (1 นาที)

พวกไฟล์ที่เซฟมาจากโปรแกรม Microsoft Word/Powerpoint, Google Doc/Slide หรือ Page/Keynote นั้นอาจจะไม่ได้แสดงผลได้ดีในทุกเครื่องคอมของทุกคน

อย่างผมเองที่ใช้ Macbook และไม่ได้ซื้อ License ของ Microsoft ใช้ (บริษัทของผมเกือบทุกคนใช้ค่าย Apple และ Google) พอจะต้องเปิดไฟล์ .doc ดูก็จะทำให้ข้อมูลต่างๆ มันเพี้ยนไป

วิธีการง่ายๆ ที่จะทำให้ไฟล์ Resume หรือ Portfolio ของคุณแสดงผลได้ดีกับผู้รับทุกคน ไม่ว่าจะใช้คอมยี่ห้อไหน ใช้โปรแกรมอะไร หรือเปิดผ่านจอขนาดไหน คือการ Export ไฟล์เหล่านั้นออกมาเป็น pdf

คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าไฟล์ที่ส่งให้บริษัทนั้นจะโชว์สิ่งที่คุณต้องการอยากจะโชว์จริงๆ รึเปล่า

4. มีคำผิดถือว่าผิด (10 นาที)

ข้อมูลต่างๆ ใน Resume/Portfolio ควรจะต้องถูกตรวจเช็คให้ดีก่อน

นอกจากจะดูเรื่องความครบถ้วนของข้อมูลและความส่วนงามแล้ว การตรวจคำถูกผิดก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ

หลักการของคนที่อ่าน Resume/Portfolio มีง่ายๆ เลยคือ ถ้า Resume/Portfolio ยังเขียนผิดๆ ถูกๆ แล้วตอนทำงานจริงจะทำผิดๆ ถูกๆ เหมือนกันไหม?

คำแนะนำของผมคือ ถ้าคุณเขียน Resume/Portfolio ภาษาไทย ลองเอาคำที่คุณไม่แน่ใจไปค้นหาใน Google ดูก่อนเพื่อเช็คดูว่ามันถูกต้องรึเปล่า

ถ้าคุณเขียน Resume/Portfolio ภาษาอังกฤษ การลองเอาข้อความไปตรวจเช็คในโปรแกรมอย่าง Grammarly ก็น่าจะช่วยแก้จุดผิดจุดใหญ่ๆ ไปได้

5. ปรับเปลี่ยนเนื้อหาตามบริษัทและตำแหน่ง (10 นาที)

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่สร้างความประทับใจได้ดี

การสร้างเทมเพลตเบื้องต้นขึ้นมา แล้วปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริษัทและตำแหน่งเพียงเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสถูกเชิญสัมภาษณ์

ตัวอย่างเช่น คุณควรจะเปลี่ยนจาก I would like to apply for a job at your company เป็น I would like to apply for an Account Executive Position at Magnetolabs

หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นคือการปรับแต่งเนื้อหาส่วนสำคัญอื่นๆ เหมาะกับบริษัทและตำแหน่ง เช่นส่วนที่อธิบายถึงประสบการณ์การทำงาน หรือแรงจูงใจที่ทำให้ยื่นสมัครงานเข้ามา

ข้อควรระวังมีแค่อย่างเดียวคืออย่าลืมเช็คให้มั่นใจว่าคุณส่งหาถูกบริษัทและเขียนตำแหน่งได้ถูกต้อง (เอาจริงๆ ผมเจอคนที่ลืมเปลี่ยนอยู่หลายครั้งเหมือนกัน)

6. ติดตามผล (5 นาที)

ถ้าคุณสมัครงานไปแล้ว แต่ผ่านไป 1-2 สัปดาห์ (หรืออาจจะยาวกว่านั้นสำหรับบริษัทใหญ่) ยังไร้วี่แววการติดต่อกลับ

คุณอาจจะลอง Follow-up ไปสัก 1-2 ครั้งเพื่อทำให้ชื่อของคุณนั้นยังอยู่ในสายตาของบริษัทหรือ HR

ทั้งนี้ผมแนะนำว่าการ Follow-up นั้นควรจะทำแต่พอดี ไม่ถี่เกินไป อาจจะรอสัก 1-2 สัปดาห์ถึงค่อย Follow-up 1 ที

การ Follow-up ที่ดีนั้นจะทำให้บริษัทหรือ HR รู้สึกว่าคุณมีความสนใจและใส่ใจที่จะทำงานด้วยกันจริงๆ (คิดง่ายๆ คือคนคนนี้ต้องมีสกิลในการสื่อสารและติดตามงานแน่ๆ

สรุป

และนี่คือ 6 วิธีการง่ายๆ ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกเชิญสัมภาษณ์งานนะครับ

สำหรับบริษัทของผมแล้ว ในข้อ 1-5 นั้น ถ้าใครพลาดไป 1-2 ข้อ โอกาสถูกเชิญมาสัมภาษณ์นั้นแทบจะเป็น 0 เลย

เหมือนจะดูโหดร้าย แต่บริษัทของผมก็ใช้วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการสกรีนจริงๆ และผมเชื่อว่าอีกหลายๆ บริษัทก็น่าจะใช้วิธีการดูเบื้องต้นที่คล้ายๆ กัน

เรื่องเล็กๆ แบบนี้ แก้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่นาน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ค่อยจะมีบริษัทไหนเชิญคุณไม่สัมภาษณ์งานเลย ผมแนะนำให้คุณลองกลับไปเช็คดูนะครับว่าคุณพลาดจุดไหนไปรึเปล่า

ขอให้ได้งานที่ตรงกับใจนะครับ 🙂