ได้กลับมาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 7-8 ปี และนี่คือ 25 สิ่งที่อยากเอามาแชร์ (ที่ผ่านมาโดยแซวบ่อยๆ ตอนไปเที่ยวต่างประเทศว่า “ไปเที่ยว ทำไมต้องมีบทเรียนอีก” คือไม่ได้อยากเรียน แต่อยากแชร์ แค่นั้นเอง 😂)
- ช่วงที่มาถือว่าเป็น Timing ที่ดีมากๆ เพราะอากาศกำลังเย็นแบบไม่หนาวเกิน กลางวันอยู่ระหว่าง 10-15 องศาเซลเซียส ส่วนตอนเช้าๆ หรือค่ำๆ ก็เป็นเลขหลักเดียวแบบ 4-5 องศา คือผมไม่ต้องสวมถุงมือเลย
- ช่วงที่ผมไปไข้หวัดใหญ่กำลังระบาด ใครจะไปแนะนำให้ฉีดวัคซีนไว้ล่วงหน้าสัก 2 สัปดาห์ ระยะเวลาที่ภูมิจะขึ้นจะอยู่ระหว่าง 10-14 วัน
- ผมไป Fuji Railway มา และชอบวิธีการขายของตากล้องมากๆ เลย คือเขา Offer Service ถ่ายรูปคู่กับวิวภูเขาไฟ Fuji ให้เราฟรีๆ ด้วยกล้องของเรา (ซึ่งของเกือบทุกคนจะเป็นมือถือแหละ) จากนั้นเขาจะถ่ายรูปด้วยกล้องใหญ่ของเขาให้ด้วย และก็ให้เราลองไปเทียบตรงนั้นเลย (ซึ่งแน่นอนว่ารูปจากกล้องใหญ่จะถ่ายเรากับภูเขาไฟ Fuji ได้ชัดมากๆ หน้าชัด หลีงเบลอ ภูเขาไฟเป็นลูกๆ สุดๆ) สุดท้ายผมเห็นคนโดนตกกันหลายคนเลย เทคนิคนี้เป็นเทคนิคการตลาดและจิตวิทยาง่ายๆ แต่ใช้ได้ผล คือให้คุณค่าก่อนและลองเทียบให้ดูเห็นๆ
- ชอบห้องน้ำญี่ปุ่นมากๆ ห้องน้ำทุกที่เหมือนที่เราพบเจอกันได้ใน Terminal 21 😂
- มารอบนี้ไม่เบื่ออาหารญี่ปุ่นเลยเพราะผมใช้สูตรนี้ คือพยายามกินวนๆ มื้อละประเภท ซูชิ ปิ้งช่าง ชาบู กิวคัตสึ ราเมน เทมปูระ แกงกะหรี่ แฮมเบิร์ก คือจะไม่ซูชิติดๆ กันหลายๆ มื้อ แล้วมันจะได้ความรู้สึกใหม่อยู่ตลอด
- ตอนขอเช็คบิลที่ร้าน Okonomiyaki ผมพูดว่า “Bill Please” สาวญี่ปุ่นที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ ก็บอกว่าโอเค พร้อมกับยกมือทำท่าถือแก้วขึ้นมา คือเขาเข้าใจผิดว่าผมบอกว่า Beer Please
- มาทริปนี้ไม่ได้กินแอลกอฮอลล์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ถือว่า Offset กับการกินอาหารจนพุงแตกละกันนะ
- ไปกิน Wagyu Houdai no Dendo Udagawa Cho Nikuya Yokocho (ชื่อยาวจัง) Buffet Yakiniku เนื้อ A5 มา อร่อยมากกก ราคาประมาณพันกว่าบาท ซึ่งรสชาติเหมือนกับที่ผมเคยไปกินแบบ Ala Carte มาเมื่อ 7-8 ปีก่อนเลย (ซึ่งราคาแพงว่านี้ 3-4 เท่า) แต่พอเอาความรู้สึกมาเทียบกันแล้ว ตอนนั้นรู้สึกฟินกว่ามากๆ ไม่ใช่เพราะจ่ายเยอะกว่านะ แต่เพราะมัน Scarce กว่า ของมันจำกัด เลยต้องละเมียดเวลากิน ไม่เหมือนมื้อนี้ที่จับยัดเข้าปากรัวๆ 😂
- ไปกิน Mo-Mo-Paradise มาแล้วแอบชอบของที่ไทยมากกว่า เพราะที่ไทยมีผักหลายชนิดกว่า ไอศกรีมอร่อยกว่า และราคารวมทุกอย่างแล้วไม่บวกเพิ่ม ทั้งนี้ของที่ญี่ปุ่นก็ดีนะ ที่ชอบสุดๆ เลยคือบุฟเฟต์เนื้อ A5 ราคา 8,000 เยนต่อคน อันนี้คือนิพพานของจริง
- ตลาด Toyosu (ที่มาแทนตลาด Tsukiji) ปิดวันอาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และที่เพิ่งรู้คือวันพุธด้วย เพราะผมไปวันพุธ และไปเสียเที่ยวเลย 🥲
- เฉลี่ยเดินวันละ 20,000 ก้าว++ ซึ่งอยากจะบอกว่ารองเท้า On คือโคตรดี ใส่เดินทุกวันและไม่ปวดขาเลย
- รองเท้า On ที่ญี่ปุ่นราคาดีกว่าที่ไทยมาก
- Solomon, Saucony, Standard Products, 3 Coins, Human Made, Niko and …. และ Porter Yoshida มารอบนี้ รู้จักแบรนด์ใหม่ๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเพิ่มอีกหลายแบรนด์เลย
- ได้กระเป๋าจาก Standard Products มา 2 ใบ ใบละ 100 และ 200 บาท ถูกมากก ดีไซน์สวยใช้ได้ แถมยัง Practical ด้วยนะ คือกระเป๋าเป้มันเบามาก และผมใช้เที่ยวญี่ปุ่นทุกวันหลังจากที่ซื้อมาเลย
- Human Made คือแบรนด์ที่ทำ Scarcity Marketing ได้โคตรดี สินค้ามีจำกัด และ 1 คนสามารถซื้อสินค้าได้แบบจำกัดจำนวนชิ้น (ตอนผมไป เขาให้แค่แบบละ 1 ชิ้น/คน) การจะทำแบบนี้ได้สินค้าต้องดี (ของมีคุณภาพ คนออกแบบมีชื่อเสียง)
- ทริปนึ้ชนะใจตัวเองไป 1 อย่างคือตื่นมาวิ่งตอนเช้า 5 องศา 🥶 จริงตอนแรกแพ้ไปแล้วเพราะ 1 วันก่อนหน้านาฬิกาปลุก แต่ Snooze ไป 2 รอบ วันถัดมาเลยสู้กับใจตัวเองใหม่จนชนะ เรียกได้ว่าเกือบจะหลับแต่กลับมาได้จริงๆ
- ไป Disneyland รอบนี้ เลือกไป Disneysea วันจันทร์เพราะคิดว่าคนน่าจะน้อยที่สุด แต่ปรากฏว่าคนก็ยังเยอะมากๆ อยู่ดี (ได้ข่าวว่าวันอื่นล้นกว่านี้) เอาจริงๆ ไม่ค่อยจอยกับคนเยอะๆ แบบนี้ ต้องไปแย่งๆ กันเล่นเครื่องเล่นเลย
- สุดท้ายก็เลยตัดสินใจใช้เงินแก้ปัญหา เครื่องเล่นอันไหนอยากเล่นและแถวยาว ก็ซื้อ DPA (Disney Premier Access) ให้หมดเลย จ่ายเพิ่มคนละ 400-500 บาท ต่อรอบการเล่น และก็เข้าไปเล่นได้เลย คือถ้าไม่จ่ายต้องต่อคิวรอเครื่องเล่นละ 1-3 ชั่วโมง เอาจริงๆ ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ อาจจะยอมต่อนะ เพราะ 400-500 บาทนี่ก็กินข้าวในญี่ปุ่นได้เป็นมื้อเลย แต่พอวัยล่วงเลยมาถึงตอนนี้ เป็นห่วงข้อเข่ากับหวงแหนเวลามากกว่า
- ไป Experience Disneyland มารอบนี้ พยายามนั่งสังเกตอารมณ์ตัวเองตลอดทั้งวัน แล้วรู้สึกว่า Disney ทำการบ้านเรื่อง Service Design มาเยอะมากๆ แน่ๆ คือคิวยาวก็จริง แต่มันก็มี Options ให้คนเลือกอยู่ อย่างตอนจะเล่นเครื่องเล่น มันมีวิธีจองถึง 3 แบบ (แบบธรรมดา แบบพิเศษที่เป็น 40 Years Anniversary และแบบที่จ่ายเงิน (DPA)) ทำให้รู้สึกว่าถึงคิวจะยาว แต่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น คือใครวางแผนสักหน่อย น่าจะได้เล่นเครื่องเล่นสนุกๆ อย่างน้อยๆ 3-4 อันเลย
- แว๊บแรกที่เป็นแว่น Mickey Mouse นึกว่าเป็นแว่น Fashion แบบใหม่สไตล์แมงมุม ใครอยากรู้ว่าเป็นไง ไปค้นหาคำว่า Mickey Sunglasses Tokyo Disneyland คือผมไม่มีวันใส่แว่นแบบนี้เดินข้างนอกแน่ๆ 😂
- Takeya คือห้างแถว Ueno ที่จ้างพนักงานเป็นคนไทยมาเพื่อ Support นักท่องเที่ยวชาวไทยโดยเฉพาะ นี่ก็ไปชวนพี่พนักงานคุยว่าเขาแต่งงานกับคนญี่ปุ่น แล้วก็เลยมาทำงานต่อที่นี่ มี Work Permit อะไรครบทุกอย่างเลย ผมคิดว่าห้างนี้เป็นห้างที่มี Niche ที่ชัดดี คือเป็นหนึ่งในห้างที่มีพวกยาครบถ้วนที่สุดในย่าน มีภาษาไทยพร้อม ห้างเขาไม่ใหญ่นะ แต่ผมว่าเขาอยู่ได้สบายๆ คือห้างที่อยู่ได้ต้องเป็นแบบนี้เลย ต้องเข้าใจ Niche ตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นห้างที่ดีที่สุด แต่ต้องเป็นหนึ่งในหน้าที่ดีที่สุดใน Niche ที่เขาอยากเป็นเจ้าของ
- มารอบนี้เรียก Matsumoto Kiyoshi เป็น Miyamoto Musashi แทนหลายรอบจนจะจำชื่อผิดจริงๆ ละ คือแบบ ไม่น่าเริ่มเล่นมุกนี้เลย 😂
- สังเกตพฤติกรรมของแฟน ในทริปนี้เธอ Search หาข้อมูลจาก Lemon8 เป็นหลักเลย คือมันมีทั้งรูปและ Text พร้อม ระหว่างทางไม่ Search TikTok เพราะ TikTok มีเสียงแล้วจะไปรบกวนคนอื่น ส่วน Google ก็ไม่ค่อย Visual ส่วน Facebook… หาอะไรไม่เจอเลย (ช่วยเอา Algorithm การ Search แบบเก่ากลับมาได้ไหม!)
- ทริปนี้ไม่ค่อยได้ใช้เงินสดเลย หลักๆ คือใช้แต่บัตรของ YouTrip คือ Rate ดี และง่าย ใช้ได้แทบจะทุกที่เลย นี่อยากรู้เลยว่า Mechanic เขาคือยังไง ทำไมมันทำอะไรแบบนี้ได้ คือตีตลาดบัตรเครดิตที่ใช้ต่างชาติยับหมดแน่นอนแบบนี้
- ไปญี่ปุ่นแล้วอากาศแห้งมากๆ คันขาไปหมด ก็เลยเอา Lotion ของที่โรงแรมมาทา แล้วพบว่าติดใจ คือทาขาแล้วลื่นๆ อาการคันหายไปหมดเลย ว่าจะเพิ่ม Lotion ทาตัวเป็นอีกหนึ่งเครื่องสำอางติดห้องแต่งตัวละ
จบแล้ว! บันทึกเกี่ยวกับ Tokyo ที่ผมไปมาในรอบนี้แล้วอยากเอามาแชร์
Sayonara Tokyo. ‘Til we meet again.



