วันก่อน ตอนอยู่บ้านว่างๆ กินข้าวเสร็จอิ่มๆ ไม่มีอารมณ์ทำงาน ก็เลยเปิดดูคลิปสอน Storytelling ของคุณ Philipp Humm เจ้าของ Storylab มา แล้วผมก็คิดว่ามันเจ๋งดี และผมพูดกับตัวเองว่า “โอ๊ะ เทคนิคเหล่านี้มันก็ไม่ได้ยากอะไรนิหน่า น่าเอามาลองใช้ซะหน่อย”
พารากราฟก่อนหน้านี้ ผมใช้เทคนิค Storytelling ที่คุณ Philipp Humm เพิ่มสอนไปหมาดๆ ครับ
เรียกได้ว่าเรียนแล้วต้องเอามาใช้ จะได้เป็นนักเรียนหัวไว 😂
เทคนิค Storytelling ที่คุณ Philipp สอนมีอยู่ 5 ข้อ
มีอะไรบ้าง? ค่อยๆ ตามอ่านไปด้วยกันเลยครับ
เข้าใจ Storytelling แบบเบื้องต้น
ผมชอบคำอธิบายตอนต้นของคุณ Phillip เกี่ยวกับ Storytelling มากๆ เลยครับ ผมว่ามันฟังดูเข้าใจง่ายดี
เขาบอกว่า Storytelling ไม่ได้เป็นการเล่าเรื่องราวทั้งหมด โดยละเอียด หรือไม่ได้เป็นการสรุปเนื้อหา แต่เป็นการ “Zoom”
Zoom เข้าไปที่ Moment ที่น่าสนใจที่สุดในเหตุการณ์ และร้อยเรียงเรื่องราวขึ้นมา
และเรื่องราวที่ร้อยเรียงนั้นจะน่าสนใจขึ้น ถ้าเอาเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อนี้ไปใช้
ป.ล. ตอนแรกที่ผมอ่านจบ ผมแอบรู้สึกว่ามันก็งั้นๆ ไม่มีอะไร แต่พอลองเอามาปรับใช้ในคอนเทนต์ที่เขียน ประโยคที่พูด การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละที่ทำให้เรื่องเล่าของเราน่าสนใจขึ้น
5 เทคนิคในการทำ Storytelling
1. สถานที่ (Location)
คุณเล่าเรื่องอยู่ที่ไหน
การบอกว่าเรื่องที่คุณจะเล่าเกิดขึ้นที่ไหนทำให้คนฟังสร้างภาพในใจขึ้นเองได้
เช่น “เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ตอนฉันนั่งอยู่บนโซฟา…” หรือ “เดือนที่แล้ว ฉันยืนอยู่ใน Conference Room กำลังจะเตรียมพูด…”
เกริ่นคร่าวๆ พอให้เห็นภาพไม่ต้องลงรายละเอียด นักเล่าเรื่องมือสมัครเล่นมักจะลงรายละเอียดเยอะกว่าที่ควรจะเป็น เช่นพูดว่า “ใน Conference Room มีโต๊ะตัวใหญ่ ทีวี และมีพื้นไม้…”
2. การกระทำ (Actions)
คุณทำอะไรในช่วง Moment นั้นๆ ที่คุณ Zoom
การ State Action จะสร้าง Momentum ทำให้คนฟังรู้สึกว่าคุณกำลังพาเขามาสู่เรื่องราวที่สำคัญของเรื่อง
พยายามใช้คำกิริยา (Verb) ตัวอย่างเช่น เดิน ขี่ ตะโกน อ่าน มอง รอ เพื่อทำให้คนรู้
เช่น “ฉัน[เดิน]เข้ามาที่ Office [เปิด] Laptop และเริ่มต้น[อ่าน]ข้อความจากหัวหน้าของฉัน…”
หรือ “2 สัปดาห์ก่อน ฉันอยู่ที่สนามบิน [รอ]และ[เข้าคิว]อยู่ที่ Gate…”
3. ความคิด (Thoughts)
คุณคิดอะไรอยู่ใน Moment นั้นๆ
มนุษย์คิดเรื่องต่างๆ เป็นพันๆ หมื่นๆ ครั้งในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความฝัน แผนการ ความกลัว หรือความกังวล
ให้คุณแชร์ความคิดเหล่านั้นออกมาในจังหวะสำคัญตอนเล่าเรื่อง จะำทให้คนรู้สึกมีอารมณ์ร่วม
เช่น แทนที่จะพูดแค่ว่า “ฉันตื่นเต้นที่จะได้เจอคนที่ชอบ” ให้ปรับคำเป็น “ฉันคิดว่า มันคงจะเจ๋งมากๆ ที่สุดท้ายแล้วฉันจะได้เจอเธอ”
แทนที่จะพูดว่า “ฉันผิดหวังในการนำเสนอของฉัน” เป็น “ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แย่ ทุกคนคงจะคิดว่าฉันโง่ ฉันคงกลับไปที่นั่นไม่ได้แล้ว”
ปรับนิดเดียว แต่ผลลัพธ์ต่างจากเดิมมหาศาล
สิ่งสำคัญตอนพูดสิ่งที่คิดคือให้ใช้คำที่คิดจริงๆ ไม่ปรุงแต่งคำออกมาให้ดูจริงจังหรือวิชาการเกินไป
เวลาเล่าเรื่อง ไม่ต้องดูฉลาด แต่ต้องสนุก
4. อารมณ์ (Emotions)
คุณรู้สึกยังไง?
ต้องพยายาม State Emotion ออกมา พร้อมๆ กับเพิ่มภาษากายเข้าไปด้วย เช่นตอนพูดว่า “โล่งใจ” อาจจะเอนหลังแล้วถอนหายใจยาวๆ หนึ่งเฮือก
การ Express ภาษาทางกายร่วมด้วยจะยิ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกอินไปกับเรื่องที่คุณเล่า
แต่ถ้าเป็นคอนเทนต์แบบเขียน อาจจะเพิ่มพวกคำอุทานเข้าไปด้วยได้นะครับ ที่ผมเห็นบ่อยๆ ก็เช่น ยั้งงง ของแอดทอย Datarockie 😂
5. บทสนทนา (Dialogue)
คุณได้ยินอะไร?
ในเรื่องราวที่คุณเล่าส่วนใหญ่แล้ว มันจะมีตัวละครอื่นอยู่ด้วย เช่น เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง
การ Quote บทสนทนาช่วยให้เรื่องที่คุณเล่าสมจริงและดูสนุกยิ่งขึ้น
เช่นแทนที่จะพูดว่า “เพื่อนของฉันรู้สึกผิดหวัง” อาจจะพูดว่า “เพื่อนของฉันมองที่ฉันแล้วพูดว่า “อะไรกันวะเนี่ย””
หรือ แทนที่จะพูดว่า “หัวหน้าของฉันแฮปปี้กับงานของฉันมาก” อาจจะพูดว่า “หัวหน้ามองที่ฉันแล้วพูดว่า “ว้าว นี่คือ Presentation ที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่คุณเคยทำมา””
หรือถ้าหมาคุณเห่า คุณอาจจะเลียนเสียงว่า โฮ่งๆ
เดี๋ยวๆ 😂
สรุป
5 เทคนิคนี้ (สถานที่ การกระทำ ความคิด อารมณ์ และบทสนทนา) เป็นเทคนิคที่ฟังแล้วดูเข้าใจง่ายๆ แต่เอาจริงๆ หลายๆ ครั้งผมเองก็ไม่ได้ใช้หรือใช้แค่บางเทคนิคเท่านั้นเอง
ถ้าอยากทำ Storytelling ได้ดีขึ้น ลองใช้เทคนิคเหล่านี้ไปเสริมในการเล่าเรื่องของคุณได้นะครับ



