ขายตัว(เอง) ยังไงให้คนซื้อ

“การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง”

ถึงแม้สุภาษิตที่สุดแสนจะคลาสสิกดังกล่าวจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็แค่ส่วนหนึ่ง หลายคนลงทุนในตัวเองไปเยอะแยะมากมาย แต่ขายตัวเองไม่เป็น ทำให้คนเชื่อหรือซื้อไม่ได้

สิ่งที่ลงทุนลงแรงกับตัวเองไป อาจจะไม่ได้มีโอกาสนำมาใช้ประโยชน์จริงๆ

เพราะฉะนั้นแค่ลงทุนในตัวเองอาจจะไม่เพียงพอ ต้องลงทุนที่จะทำให้คนอื่นเห็นสินทรัพย์ที่มีอยู่ในตัวคุณด้วย

ในบทความนี้ผมจะมาแชร์วิธีการที่จะช่วยให้คุณขายตัว(เอง) เพื่อทำให้คนซื้อ(ความรู้ ความสามารถ สินค้า หรือบริการ) ของคุณมากขึ้น

ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูวิธีการขายตัวเองกันเลย!

วิธีการขายตัวเองให้คนซื้อ

1. รู้ว่าตัวเองมีดีอะไร

ก่อนที่จะขายตัวเองได้คุณจะต้องรู้ว่าคุณมีดีอะไรก่อน

กิจกรรมง่ายๆ ที่ผมอยากชวนให้คุณลองคิดลองทำคือลองคิดดูว่า 3 สิ่งที่คุณทำได้ดีมีอะไรบ้าง? แล้วจดใส่กระดาษขึ้นมาดู

เช่นผมอาจจะบอกว่าสิ่งที่ผมทำได้ดีคือ 1. เรื่องเกี่ยวกับตัวเลขและการวิเคราะห์ข้อมูล 2. เรื่องการตลาดแบบดิจิทัล 3. เรื่องเทคโนโลยี

ซึ่งคุณสามารถใช้ 3 สิ่งที่คุณคิดขึ้นมาได้นั้นเป็นรากฐานในการทำสิ่งต่างๆ ต่อไปในบทความนี้ได้

ตัวอย่าง StrengthsFinder ของผม

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมอยากให้คุณลองไปศึกษาเพิ่มเติมดูคือศาสตร์แห่งการค้นหาจุดแข็งของตัวเองอย่าง StrengthsFinder (หรือไม่ก็เป็นศาสตร์อื่นๆ ที่ใช้วิเคราะห์ตัวเองเช่น DISC, MBTI หรือ F4S เป็นต้น)

การศึกษาสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณสามารถหยิบจุดเด่นที่ตัวเองมีมาขาย ซึ่งมันจะทำให้การขายตัวเองของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้น

2. รู้ว่าจะอ่อยใคร

คนแต่ละคน ธุรกิจแต่ละธุรกิจ มองหาสิ่งที่ต่างกัน (ในช่วงเวลาที่ต่างกันด้วย) เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณจะขายตัวเองให้กับใคร หรือคุณขายตัวเองให้กับคนผิดคน การขายของคุณก็จะยากขึ้นเป็นทวีคูณ

ปัญหานี้เกิดขึ้นแม้แต่คนที่มีความเก่งระดับ “World-class”

ตัวอย่างที่ผมชื่นชอบคือตัวอย่างของนักไวโอลินชื่อดังระดับโลกที่ชื่อว่า Joshua Bell ได้ทำการทดลองโดยการไปสีไวโอลินในรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง ผลปรากฏว่าจาก 1,097 คน มีคนหยุดฟังเขาแค่เพียง 7 คนและเขาได้เงินมาเพียงแค่ $52.17 เท่านั้น (ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายคนยอมจ่ายมากกว่านี้อีกมากเพียงเพื่อที่จะได้ฟังเสียงไวโอลินจากเขา)

กลุ่มเป้าหมายต่างกัน ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ผลลัพธ์ก็จะไม่เหมือนกัน

ตัวอย่าง Persona

วิธีง่ายๆ ที่ผมอยากแนะนำคือการสร้าง Persona ข้ึนมาครับ Persona คือลูกค้าในอุดมคติที่จะบอกให้คุณรู้ว่าพวกเขามีความต้องการอะไร ชอบไม่ชอบอะไร เสพสื่อแบบไหน เพื่อที่จะได้เข้าใจพวกเขามากขึ้น

“รู้ว่าใครคือคนที่คุณต้องอ่อย คุณจะได้สอยให้ถูกคน”

3. พรีเซนต์ตัวเองให้เป็น

“The First Impression is the last impression – ความประทับใจแรกคือความประทับใจสุดท้าย”

เพราะฉะนั้นเมื่อคนมาเห็นคุณแล้ว คุณควรจะต้องทำให้เขาประทับใจตั้งแต่แรกพบ

สำหรับมืออาชีพหรือฟรีแลนซ์ การเป็นเจ้าเว็บไซต์ (สามารถสร้างด้วยแพล็ตฟอร์มอย่าง WordPress, Wix หรือ Squarespace) หรือมี Portfolio ของตัวเองที่สามารถเชิญชวนให้คนเข้ามาดูผ่านช่องทางออนไลน์ได้เป็นเรื่องสำคัญ (สายออกแบบสามารถเก็บข้อมูล Portfolio ของคุณลงเว็บไซต์อย่าง Issuu, Dribbble หรือถ้าสายนักพัฒนาก็ผ่านเว็บไซต์อย่าง Github

หรือสำหรับคนที่กำลังหางาน ก็ควรจะต้องรู้ว่า Resume เป็นสิ่งแรกที่ HR จะเห็นซึ่งถ้าทำออกมาไม่ดีมันอาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่คุณจะไม่ถูกเชิญสัมภาษณ์งาน (คุณสามารถเข้าไปอ่านวิธีการเขียน Resume เพิ่มเติมได้ที่นี่) และถ้าคุณไม่มีหัวด้านการออกแบบมากนัก การใช้เครื่องมืออย่าง Canva หรือ Crello ก็อาจจะช่วยให้คุณสร้าง Resume ที่สวยงามขึ้นมาได้

ความประทับใจแรกมีได้แค่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นทำมันออกมาให้ดี

4. ให้ก่อนรับ

หนึ่งในวิธีการขายตัวเองที่ดีที่สุดคือการให้ก่อนรับ

การ “ให้” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการให้เงินหรือให้สินค้าไปฟรีๆ แต่เป็นการให้ความรู้กับ Persona ของคุณ (คนที่คุณอยากอ่อย)

เพราะการให้ความรู้ไปก่อนเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการที่คุณจะแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญเพื่อที่จะทำให้คนที่จะมาซื้อสินค้าหรือบริการของคุณมั่นใจว่าถ้าซื้อจากคุณไปเขาจะได้ของที่ดีที่ตรงกับใจ

ซึ่งความรู้ที่คุณจะให้นั้นคุณสามารถเริ่มให้ความรู้ผ่าน Social Media ก่อนก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีคุณควรที่จะเก็บสิ่งที่คุณแชร์ไว้ในเว็บไซต์ซึ่งเปรียบเสมือนอสังหาริมทรัพย์บนโลกออนไลน์ที่แท้จริงของคุณ (อ่านเพิ่มเติม: ทำไมต้องมีเว็บไซต์ ในเมื่อการทำการตลาดบนโซเชียลหรือช่องทางอื่นๆ ก็ดีอยู่แล้ว)

ถ้าคุณมอบคุณค่าก่อนรับคุณค่าคุณจะกลายเป็นคนที่มีคุณค่า

5. ออกงานสังคมบ้าง

การหมกตัวอยู่แต่ในห้องหรือในที่ทำงานอาจจะทำให้คุณพลาดโอกาสบางอย่างไป

คำแนะนำของผมในข้อนี้ถ้าอยากขายตัวเองให้มีคนซื้อคือคุณต้องออกงานสังคมบ้าง

คำว่างานสังคมในที่นี้หมายถึงงานอีเวนต์ งาน Meetup งาน Networking หรือแม้แต่งานปาร์ตี้ที่จะทำให้คุณได้ไปพบเจอคนใหม่ๆ ยิ่งงานนั้นๆ มีคนที่เป็น Persona ของคุณอยู่มากเท่าไหร่โอกาสของคุณก็จะมากข้ึน

และจะดียิ่งกว่า ถ้าคุณหาโอกาสที่จะทำให้คุณเป็นจุดสนใจหรือทำให้คนมาฟังสิ่งที่คุณพูดในงานนั้นๆ เช่นการทำให้ตัวเองได้รับเชิญให้ไปพูดในงานนั้นๆ (การจะเป็นแบบนั้นได้คุณอาจจะต้องทำ 4 ข้อที่ผมว่ามาก่อน)

การออกงานสังคมคือการเปิดโอกาสให้กับตัวเองได้เจอคนใหม่ๆ ไม่แน่ใจว่าคนใหม่ๆ ที่คุณเจอนั้นอาจจะเป็นคนที่จะซื้อของจากคุณก็เป็นได้

โอกาสลอยอยู่บนท้องฟ้ามากมาย แต่ถ้าคุณไม่คว้าไว้มันก็เป็นได้แค่เพียงอากาศ

6. อาสาเล่นท่ายาก

ดังคำกล่าวที่ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ (และวีรสตรี)”

ถ้าคุณเอาแต่ทำสิ่งที่ทำง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ คุณเองก็จะเป็นคนที่ไม่น่าสนใจ กลับกันถ้าคุณเป็นทหารกล้า อาสาทำเรื่องงานๆ ที่คนทำไม่ได้หรือไม่มีใครอยากทำ

ไม่ว่าจะเป็นงานโปรเจกต์ที่ซับซ้อน การดีลงานกับคนที่ดีลด้วยยากๆ หรือแม้แต่การทำงานธรรมดาๆ แต่ทำออกมาให้ครอบคลุมและเกิดความคาดหมาย คุณก็จะเป็นคนที่โดดเด่นเหนือใคร

และคนที่โดดเด่นเหนือใคร ใครๆ ก็อยากจะจับจองตัว อยากจะซื้อของจากคุณ

7. ก้มหน้าลงมือทำงานอย่างหนัก (อย่างสม่ำเสมอ)

ดังคำกล่าวที่ว่า “Actions speak louder than words – การกระทำสำคัญกว่าคำพูด”

ต่อให้คุณพูดเก่ง พรีเซนต์เก่งแค่ไหน แต่ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน คุณก็คงเป็นได้แค่ Fake Guru ที่อุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือคุณจะต้องก้มหน้าก้มตาลงมือทำงานอย่างหนัก และที่สำคัญคือต้องทำมันอย่างสม่ำเสมอด้วย

ถ้าคุณอยากเป็นนักออกแบบที่หาตัวจับยาก คุณก็ต้องสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบที่โดดเด่นขึ้นมา

ถ้าคุณอยากเป็นนักขายมือทอง คุณก็จะต้องแสดงความเป็นมือทองของคุณออกมาด้วยยอดขาย

ถ้าคุณอยากเป็นนักธุรกิจชื่อดัง คุณก็จะต้องลงมือสร้างธุรกิจชื่อดังขึ้นมาจริงๆ

ทั้งนี้ถึงแม้ว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูดก็จริงแต่ “Actions & words combined speak loudest – การกระทำและคำพูดผสานกันจะทำให้เสียงของคุณดังกว่าใคร”

สรุป

และนี่คือ 7 วิธีการขายตัวเองให้คนซื้อนะครับ

การขายตัวเองถือเป็นศาสตร์และศิลป์แบบหนึ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มมูลค่าของตัวเองได้มากขึ้น ถ้าคุณฝึกฝนการขายตัวเองอยู่บ่อยๆ คุณจะกลายเป็นคนที่ใครๆ ต่างต้องการตัวมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

Happy Selling Yourself นะครับ! 🙂