7 สิ่งที่ผมจะทำเพื่อพัฒนาตัวเองในปีหน้า (ในเรื่องงาน)

เนื่องจากขนาดที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของบริษัท ช่วง 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา บริษัทของผมได้เริ่มทำ Performace Evaluation กันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ซึ่งการประเมินจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1. การประเมินตัวเอง 2. การประเมินเพื่อนร่วมงาน 3. การประเมินหัวหน้างาน และ 4. การประเมินทีมงาน (ลูกน้อง)

นอกจากการประเมินเพื่อนร่วมงานและประเมินทีมงานที่ช่วยให้ผมสามารถบอกสิ่งที่ผมคิดว่าเขาทำได้ดี (และควรทำต่อไป) และสิ่งที่ควรปรับปรุงแล้ว การที่ผมได้มีโอกาสประเมินตัวเองก็ได้ทำให้ผมได้ Reflect สิ่งที่ตัวเองทำในปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน

ในบทความนี้ผมจะพยายามไม่พูดถึงสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองทำได้ดี (ผมว่าผมเป็นโรคจิตนิดๆ เพราะไม่ชอบชมตัวเองหรือโดนชมว่าดีหรือเก่ง ฮา) แต่ผมจะมาเขียนถึงสิ่งที่ตัวเองควรจะต้องพัฒนาหรือปรับปรุงในปีที่ผ่านมา (ผมชอบโดนติหรือโดนด่ามากกว่า มีข้อแม้นิดหน่อยคือต้องเป็น Constructive Feedback – พูดถึงสิ่งที่ผมทำ สาเหตุที่ควรต้องปรับปรุง และแนวทางในการแก้ไขปรับปรุง)

ความเข้มงวด มีให้คนอื่นเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีให้กับตัวเองมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ข้อที่ผมควรพัฒนา/ปรับปรุงหลายๆ ข้อ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่คุณควรต้องพัฒนา/ปรับปรุงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นลองอ่านสิ่งที่ผม Reflect เกี่ยวกับตัวเองในบทความนี้ดู บางทีคุณอาจจะได้รับไอเดียที่ใช้สำหรับพัฒนาตัวเองในปีหน้าก็ได้ 🙂

7 สิ่งที่ผมอยากจะพัฒนา/ปรับปรุงในปีหน้า

1. การบริหารจัดการเวลาของตัวเอง

ในปีที่ผ่านมา ผมยังรู้สึกว่าผมยัง Optimize เวลาตัวเองได้ไม่ดีในระหว่างวัน สิ่งแรกที่ผมทำคือการลบแอป Facebook ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งกิจกรรมอันไร้ประโยชน์ที่ผมใช้เวลากับมันมากเกินไป (ไถ Feed ดูนู่นี่นั่น)

นอกจากนั้นแล้วช่วงบ่ายๆ หลังมื้อเที่ยง ผมสังเกตตัวเองได้ว่าผมมักจะง่วงเหงาหาวนอนอยู่บ่อยๆ สาเหตุน่าจะเป็นเพราะการที่ผมกินข้าวเที่ยงเยอะ – จานเดียวไม่เคยพอ ต้องต่อด้วยของกินเล่นหรือของหวาน วิธีการแก้ไขปัญหาในข้อนี้คือการจำกัดตัวเองให้กินข้าวแค่จานเดียว (ผมถึงขนาดบอกพี่โบที่เป็น Partner ของผมที่ Magnetolabs ว่าถ้าวันไหนพี่เขาเห็นผมซื้อของหวานมาด้วย ให้เก็บเงินผมครั้งละ 5 บาทเลย ฮา)

นอกจาก 2 เรื่องนี้แล้ว จริงๆ ผมยังคิดวิธีการบริหารจัดการเวลาของตัวเองเพิ่มเติมไว้อีกหลายอย่าง คุณสามารถเข้าไปอ่านเอาเป็นไอเดียได้ที่นี่

2. การสื่อสารภายในบริษัท

ในปีที่ผ่านมาบริษัทของผมโต 2-3 เท่า แต่ผมรู้สึกว่าผมเองยังไม่โตตามสักเท่าไหร่เพราะผมยังคงโฟกัสกับงานของตัวเองมากเกินไป แต่ดันให้เวลากับงานของทีมงานน้อยเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องของการคอมเมนต์งานที่หลายๆ ครั้งผมมักจะละเลยหรือมักจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ (ทั้งๆ ที่หลายๆ งานยังสามารถปรับปรุงได้อีกมาก)

ในปีหน้า ผมจะพยายามทำให้การนัดคุยงานและการคอมเมนต์งานของผมเป็นงาน Routine อาจจะกำหนดวันและเวลาในสัปดาห์ไว้เลย เพื่อที่ว่าน้องๆ ในทีมจะได้รับคอมเมนต์ที่ทำให้พวกเขาพัฒนาได้มากกว่านี้

3. การบริหารทรัพยากรของทีมงาน

ผมคิดว่าการบริหารทรัพยากรของทีมงานก็เป็นอีกหน่ึงอย่างที่ผมยังทำได้ไม่ดีพอ บางครั้งงานก็จะแน่นกว่าปกติ บางครั้งก็หลวมกว่าปกติ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะถ้าผมปล่อยไว้ ปัญหานี้อาจจะมีมากขึ้นเมื่อทีมขยายใหญ่ขึ้น

ผมลองกลับไปนึกๆ ดู ผมคิดว่าหนึ่งในปัญหาหลักของเรื่องนี้คือ Project Management Software ที่ชื่อว่า Clickup ที่ทางบริษัทของผมใช้งานอยู่ซึ่งผมและทีมของผมยังใช้งานมันอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ ในปีหน้าผมจะพยายาม Set Standard และกระตุ้นให้ทีมงานโดยเฉพาะคนที่เป็นคนบริหารจัดการโปรเจคต์ต่างๆ ใช้ Clickup ให้มากขึ้น และตัวผมเองก็จะต้องดู Workload ของคนแต่ละคนก่อนที่จะ Assign งานเพิ่มเติมให้

เพราะการบริหารทรัพยากรที่ดีต้องเร่ิมจากการทำความเข้าใจว่าใครถืองานไว้มากน้อยแค่ไหน

4. การวางแผนงาน

ในปีที่ผ่านมา หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้เช่นเรื่องของยอดขายของ Magnetolabs ที่ถึงแม้จะเยอะกว่าปีที่แล้วมากแต่ก็ยังน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้อยู่ดี หรือเรื่องของ Content Shifu ที่แทบจะทุกอย่างไม่เป็นไปตาม Timeline ทั้งเรื่องของการพัฒนา Product หรือเรื่องยอดขาย

ในปีหน้าสิ่งที่ผมจะทำคือ ในขั้นตอนการวางแผน ผมจะพยายามคิดให้มากขึ้นถึง Scenario ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น มองโลกในแง่ร้ายไว้บ้าง และเตรียมแผนสองแผนสามไว้ด้วย

อีกเรื่องคือการส่งต่องาน ที่ผมยังพยายามถืองาน (ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ผม) ไว้กับตัวเยอะเกินไปอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Setup ซอฟต์แวร์ต่างๆ หรือการวางแผน Pitch งาน และอีกหลายๆ ครั้งที่ผมส่งต่องานแล้วไม่ค่อยได้ติดตามผลสักเท่าไหร่ ซึ่งพอผมไม่ติดตามผล คนที่ได้รับการส่งต่องานก็อาจจะคิดว่าผมไม่จริงจังในงานนั้นๆ ก็เลยอาจจะทำให้พวกเขาไม่จริงจังตาม รวมไปถึงการที่ผมควร

การที่ผมยังส่งต่องานได้ไม่ดี ทำให้ผมมีเวลาให้กับเรื่องที่ผมควรจะต้องทำน้อยลง ซึ่งส่งผลให้งานบางอย่างอาจจะไม่ออกมาตามที่คาดหวังไว้

ปีหน้าผมจะลอง List งานออกมาให้ย่อยที่สุดแล้วดูว่างานไหนผมควรต้องทำเองและงานไหนควรที่จะต้องส่งงานต่อให้คนในทีมดูแล

5. การให้ Feedback

การให้ Feedback เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าให้อ้อมไป… ไม่ดี

หลายๆ ครั้งผมพยายามที่จะให้ Feedback แบบอ้อมๆ (บางครั้งชักแม่น้ำทั้ง 5 หรืออ้างอิงถึงคนอื่น) เพราะไม่อยากทำให้คนได้รับ Feedback รู้สึกแย่กับตัวเองหรือรู้สึกแย่กับผม รวมไปถึงการมองข้ามหรือพยายามปล่อยผ่านพฤติกรรมที่ไม่ดีและส่งผลเสียกับบริษัทในภาพรวม

สำหรับเรื่อง Feedback ในปีที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้มา 2 อย่างคือ

1. สิ่งที่ผู้นำควรทำไม่ใช่การการทำให้ทุกคน Happy โดยการให้ Feedback ที่ไม่ทำให้ก่อให้เกิดการพัฒนา แต่ผู้นำควรจะให้ Feedback ที่ทำให้คนคนนั้นเกิดการพัฒนารวมไปถึงทำให้ส่งผลดีต่อบริษัทในภาพรวม (ถึงแม้ว่าคนได้รับ Feedback จะรู้สึกไม่ดีไปชั่วขณะหนึ่งก็ตาม)

ตัวอย่างของ Feedback ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคือคนที่ทำดีอยู่แล้ว ผมก็ต้องหา Feedback ให้พวกเขาทำได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนใครที่ยังทำไม่ได้ไม่ดี ควรจะได้รับ Constructive Feedback ที่นอกจากจะบอกถึงสิ่งที่ปรับปรุงได้แล้ว ยังต้องให้ตัวอย่างของสิ่งที่ต้องปรับปรุงและแนวทางในการปรับปรุงด้วย

2. การให้ Feedback อย่างตรงไปตรงมา จริงใจ และมีเหตุผลรองรับที่ดี จะให้ผลลัพธ์ที่ดี

โดยเนื้อแท้แล้ว ผมเชื่อว่าคนทุกคนในทีมที่ผมคัดเลือกมามีความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ และมีความอยากที่จะพัฒนาตัวเองอยู่แล้ว (คุณเองก็ควรที่จะเชื่อคนในทีมของคุณเช่นเดียวกัน) เพียงแต่ว่าพวกเขาอาจจะต้องได้รับ Feedback หรือการ Coach เพิ่มเติม

ในปีที่ผ่านมา บริษัทของผมจะมีการนัดคุยเพื่อให้ Feedback กับพนักงานใหม่อยู่แล้วทุกๆ 1 เดือนและ 3 เดือน (ก่อนผ่านโปร) แต่สำหรับพนักงานปัจจุบัน ผมไม่ได้มีการจัดตารางให้ Feedback อย่างจริงจังเลย (จนมีน้องในทีม บอกว่ามีอยู่ช่วงนึงที่ห่างๆ และไม่ค่อยได้คุยกับผม)

เพราะฉะนั้นในปีหน้า สิ่งที่ผมจะทำคือจะจัดตารางทำ One on One Feedback กับคนที่ผมทำงานอย่างใกล้ชิดทุกเดือน และถ้าผมมี Feedback อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่ได้รับ ต่อตัวผมเอง และต่อบริษัท ผมจะพูดอย่างตรงๆ ไม่อ้อมโลกอีก

เพราะการสื่อสารทำให้คนเข้าใจกันมากขึ้น และการให้ Feedback คือการทำให้คนเติบโต

6. การบริหารจัดการธุรกิจ

ในปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในปีที่ผมมีการเติบโตมากที่สุดในแง่ของ Management skill ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารจัดการ แต่ทั้งนี้ ด้วยความที่ว่าบริษัทของผมยังไม่ใหญ่มาก ผมเลยต้องทำอะไรหลายๆ อย่างตั้งแต่การบริหารโปรเจคต์ บัญชี การเงิน ภาษี กฏหมาย ไปจนกระทั่งการบริหารทรัพยากรบุคคล จนมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็น “เป็ด” คือทำอะไรได้หลายอย่างแต่ยังไม่ดีสักอย่าง

ในปีหน้าบริษัทของผมจะโตขึ้นอีกอย่างน้อยเป็นเท่าตัว เพราะฉะนั้นผมคงไม่สามารถทำอะไรพวกนี้พร้อมๆ กันได้อีกต่อไป ผมจะพยายามโฟกัสแค่เรื่องบางเรื่อง แบ่งบางอย่างไปให้พาร์ทเนอร์ช่วย หรือไม่ก็ผลักดันทีมงานในทีมมีความสามารถในด้านนั้นๆ (ไม่ก็หาทีมงานเพิ่ม) เพื่อมาช่วย

ตอนบริษัทยังเล็ก การเป็นเป็ดทำได้ทุกอย่างอาจจะดูเข้าที แต่ถ้าบริษัทเติบโตขึ้น การโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ควรทำและต้องทำเป็นสิ่งสำคัญ

7. การพูด

ในปีที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำ Public Speaking มากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ถึงแม้ว่ายังทำได้ไม่ได้เท่าที่คาดหวัง แต่คิดว่าตัวเองก็พัฒนาขึ้นมากในส่วนนี้เช่นเดียวกัน

ในปีหน้าสิ่งที่อยากจะพัฒนาให้มากขึ้นสำหรับด้านนี้คือความเป็นธรรมชาติเวลาพูด และทักษะในการโน้มน้าวให้ผู้ฟังสามารถฟังเราได้จนจบ เช่นอาจจะเพิ่มทักษะทางด้าน Story Telling หรือเพิ่มมุกขำขันเข้าไป (ผมมักจะโดนแฟนของผมบอกเป็นประจำว่าผมดูซีเรียสเกินไปเวลาผมพูดบนเวที ฮา)

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากๆ ในการพัฒนาทักษะการพูดคือ “ชั่วโมงบิน” เพราะฉะนั้นในปีหน้า ผมจะพยายามตอบรับโอกาสการทำ Public Speaking ที่เข้ามามากยิ่งขึ้น

สรุป

หวังว่าคุณจะได้ไอเดียจากที่ผม Feedback ตัวเองไม่มากก็น้อยนะครับ

ถ้าคุณเป็นคนที่รู้จักผมอยู่แล้ว เคยร่วมงานกับผม หรือเคยเจอผมในงานต่างๆ และคิดว่าผมต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมนอกจากนี้ ผมยินดีรับฟังนะครับ คุณสามารถให้ Feedback กับผม (แบบไม่ระบุตัวตน) ได้ที่นี่เลยครับ 🙂