บริหารเงินแบบเศรษฐี 1% ด้วยกฏ “กฎ 25-15-50-10“

Featured Image money management top one percent

เคยสงสัยไหมว่าความลับที่แท้จริงของคนรวยคืออะไร?

จากสถิติพบว่ากลุ่มคนที่มั่งคั่งที่สุดในโลก 75% คือผู้ประกอบการ, 15% คือนักลงทุน, และมีเพียง 0% ที่เป็นพนักงานที่รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว (ไม่ได้บอกว่าการเป็นพนักงานไม่ดีนะครับ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญเลยคือการไม่ได้มีรายได้แค่ทางเดียว)

สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือการ “เป็นเจ้าของ” สินทรัพย์ที่สร้างเงินให้พวกเขาครับ

ในโพสต์นี้ ผมจะเอา กฎ 25-15-50-10 ของคุณ Mark Tilbury ที่เป็น Self-made Millionaire และทำช่องให้ความรู้เรื่อง Entrepreneurship & Finance มาแชร์นะครับ

บอกเลยว่ากฏนี้เป็นกฏที่ใครๆ ก็ทำตามได้ เพื่อเปลี่ยนจากการทำงานเพื่อเงิน ไปสู่การให้เงินทำงานเพื่อเรา

ถ้าพร้อมแล้ว มารู้จักกับ กฎ 25-15-50-10 ที่เป็นเรื่องการแบ่งสันปันส่วนเรื่องเงิน ไปด้วยกันครับ!

ส่วนที่ 1: 25% เพื่อการเติบโต (Growth) 📈

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่งคั่ง เป็นเงินที่จะทำงานให้คุณตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในยามที่คุณหลับ

คุณ Mark บอกว่าให้นำเงิน 1/4 ของรายได้ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เพื่อให้เงินของคุณงอกเงย

การเริ่มต้นเร็วคือหัวใจสำคัญ ลองนึกภาพ: A เริ่มลงทุนเดือนละ 2,000 บาทตอนอายุ 20 ส่วน B เริ่มลงทุนเดือนละ 3,000 บาทตอนอายุ 30 พออายุ 60 A ที่ลงทุนน้อยกว่าแต่เริ่มเร็วกว่า จะมีเงินเก็บมากกว่า B เกือบสองเท่า! นี่คือพลังของผลตอบแทนทบต้น (Compound Growth)

แล้วจะลงทุนในอะไรดี?:

  • ความเสี่ยงต่ำ-กลาง: Index Funds เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นชั้นนำทั้งตลาด อย่างผมก็ซื้อ Global ETF อยู่กับทาง Jitta & Finnomena อยู่เรื่อยๆ เลย
  • ทักษะทำเงิน (High-Income Skills): การลงทุนเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เช่น การเขียนโปรแกรม, การตลาดดิจิทัล, การตัดต่อวิดีโอ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุด ถ้าสนใจเรื่องการตลาดดิจิทัล เข้าไปดู academy.contentshifu.com ได้นะครับ 😉
  • ความเสี่ยงสูง: หุ้นรายตัว หรือสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Cryptocurrency เหมาะสำหรับคนที่มีความรู้และยอมรับความเสี่ยงได้ อย่างของผม ผมจะเน้นซื้อหุ้น US ผ่านแอป Dime ส่วน Crypto ตอนนี้ Port เหลือน้อยมากๆ ครับ

เคล็ดลับที่คุณ Mark แชร์คือให้ตั้งค่าโอนเงินลงทุนอัตโนมัติทันทีในวันที่เงินเดือนออก วิธีนี้จะทำให้คุณ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” และไม่มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนนั้นไปกับสิ่งอื่น อย่างผมเองก็ทำ DCA (Dollar-Cost Averaging) ด้วยเงินประมาณ 25-30% ของเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน (วิธีนี้ช่วยกระตุ้นได้ดีเลยฮะ แบบต้องหาเงินมาเติม 😂)

ส่วนที่ 2: 15% เพื่อความมั่นคง (Stability) 🛡️

เงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินลงทุน แต่เป็น “เกราะป้องกัน” ที่จะทำให้แผนการเงินของคุณไม่พังลงเมื่อเจอเรื่องไม่คาดฝัน

เป้าหมายสำหรับเงินก้อนนี้คือการสร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 3-6 เดือน เพื่อให้คุณเอาตัวรอดได้หากตกงานหรือมีเหตุต้องใช้เงินด่วน โดยไม่ต้องไปแตะเงินลงทุนหรือเป็นหนี้

เก็บเงินก้อนนี้ไว้ที่ไหนดี?

  1. ต้องเป็นบัญชีที่เข้าถึงง่าย: ต้องอยู่ในบัญชีที่ถอนออกมาใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง
  2. ความเสี่ยงต้องเป็นศูนย์: ห้ามนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงเด็ดขาด เพราะตลาดอาจจะตกตอนที่คุณต้องการใช้เงินพอดี แล้วคุณจะดอยไปยาวๆ 🥶
  3. สร้างผลตอบแทนพอควร: ควรเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง (High-Yield Savings Account) ที่ให้ดอกเบี้ยดีกว่าออมทรัพย์ทั่วไป เพื่อให้เงินของคุณเติบโตและชนะเงินเฟ้อได้บ้าง

คุณ Mark บอก Tip ไว้ว่า ถ้าตอนไหนที่คุณจำเป็นต้องดึงเงินส่วนนี้ออกมาใช้ ให้ตั้งเป็นกฎกับตัวเองว่าจะต้องรีบเติมกลับเข้าไปให้เต็มโดยเร็วที่สุดในเดือนถัดไป

ส่วนที่ 3: 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (Essentials) 🏡

นี่คือส่วนที่ใช้ในการดำรงชีวิต แต่ก็เป็นกับดักที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงอิสรภาพทางการเงิน

เป้าหมายสำคัญสำหรับการจัดการเงินก้อนนี้คือการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ “จำเป็นจริงๆ” ไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของรายได้ อะไรที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เช่น กาแฟแพงๆ หรือบริการ Streaming ที่ไม่ได้ดู ต้องถูกตัดออกไป

  • ขอ Remark ส่วนตัวไว้นิดนึง อย่างผม กาแฟแพงๆ ผมกินนะ แต่กินตอนไปข้างนอก หรือไป Meeting แต่ถ้าอยู่ Office กินกาแฟชง 😂

คุณ Mark บอกว่าให้ระวัง Lifestyle Creep คือคนจำนวนมากที่มีรายได้สูงก็ยังคงใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน เพราะพวกเขาพยายามยกระดับไลฟ์สไตล์ของตัวเองทุกครั้งที่รายได้เพิ่มขึ้น แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือเงินที่คุณ “ไม่ได้ใช้” ไม่ใช่ของ Brand Name ที่คุณใช้ให้คนอื่นเห็น

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าของที่จะซื้อเป็นของที่จำเป็นไหม ให้ใช้กฏ 7 วัน

  1. นี่เป็นการซื้อด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรือไม่? ถ้าใช่ ให้รอ 7 วัน ส่วนใหญ่แล้วความอยากได้จะหายไปเอง
  2. เราซื้อเพราะแบรนด์หรือเพราะคุณค่า? ให้มองหาของที่มีคุณภาพดีในราคาที่สมเหตุสมผล แทนที่จะจ่ายเงินแพงๆ เพื่อการตลาด
  3. สิ่งนี้จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงๆ หรือไม่? ถ้าคำตอบคือไม่ มันอาจเป็นแค่การซื้อเพื่อสร้างความประทับใจให้คนอื่น ซึ่งไม่คุ้มค่าเลย

ส่วนที่ 4: 10% สำหรับให้รางวัลตัวเอง (Rewards) 🎉

การมีวินัยทางการเงินไม่ได้หมายความว่าชีวิตต้องน่าเบื่อ เงินส่วนนี้คือกลยุทธ์ที่ทำให้แผนการเงินของคุณ “ยั่งยืน”

เงินส่วนนี้เป็นเงินที่คุณควรใช้ด้วยความตั้งใจเพื่อเติมพลังและสร้างความสุขให้กับชีวิต ทำให้คุณมีกำลังใจที่จะทำตามแผนต่อไปในระยะยาว

แล้วใช้เงินก้อนนี้ไปกับอะไรดี?

  • ประสบการณ์: การท่องเที่ยว, ดูคอนเสิร์ต, หรือมื้ออาหารดีๆ กับคนสำคัญ สิ่งเหล่านี้สร้าง “ความทรงจำ” ที่ประเมินค่าไม่ได
  • งานอดิเรก: การได้ทำในสิ่งที่รักจะช่วยลดความเครียดและทำให้คุณมีพลังในการทำงานมากขึ้น
  • ของขวัญ: การให้ของขวัญกับคนที่เรารักช่วยสร้างความสัมพันธ์และเป็นอีกหนึ่งความสุขที่เงินซื้อได้

เคล็ดลับที่คุณ Mark ฝากไว้คือให้คุณมี Joy Jar (โหลแห่งความสุข) หรือว่าง่ายๆ คือการเปิดบัญชีธนาคารแยกต่างหากสำหรับเงินส่วนนี้โดยเฉพาะ และตั้งโอนเงิน 10% ของรายได้เข้าบัญชีนี้ทุกเดือน เมื่อเงินหมดก็ต้องรอเดือนถัดไป วิธีนี้จะช่วยให้คุณใช้เงินเพื่อความสุขได้อย่างสบายใจโดยไม่กระทบกับเป้าหมายหลัก

สรุป

การสร้างความมั่งคั่งไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอนที่ต้องมี “ระบบ” ที่ดี

กฎ 25-15-50-10 ไม่ใช่แค่สูตรการออมเงิน แต่เป็นกรอบความคิดและระบบการใช้ชีวิต

มันช่วยให้เงินของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง มีเกราะป้องกันความเสี่ยง ควบคุมไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม และยังคงมีความสุขกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้

ลองเอากฏนี้ไปใช้ตอนวางแผนการเงินของคุณดูนะครับ 🙂

ใครอยากดูคลิปแบบตัวเต็ม เข้าไปดูได้ที่นี่เลยนะครับ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top