5 วิธีการเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ วัน

Maslow ที่เป็นนักจิตวิทยาชื่อดังได้กล่าวไว้ว่าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์มีอยู่ 5 ระดับด้วยกัน ซึ่งความต้องการระดับที่สูงที่สุดคือระดับ Self-actualization ความหมายก็คือการเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่คนคนนั้นสามารถจะเป็นได้

จากเว็บไซต์ Simplypsychology

“คนดี” ในที่นี้ไม่ใช่คนดีศรีสังคม แต่การเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

ซึ่งการจะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดได้นั้นมันต้องเริ่มจากการเป็นตัวเองเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมก่อน เพราะในความเป็นจริงแล้ว การที่คุณจะกลายร่างเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเองนั้นมันไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด แต่เกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยระหว่างทาง

เพราะฉะนั้นในบทความนี้ผมจะไม่ได้มาแชร์วิธีการทำให้คุณเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวคุณ แต่จะมาแชร์วิธีการทำให้คุณเป็นคุณในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมในทุกๆ วัน

หลังจากที่อ่านบทความนี้จบแล้วลองหยิบเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปทำตาม ผมคิดว่าคุณจะเข้าใกล้ “The Best Version of Yourself” มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ 🙂

5 วิธีการเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมในทุกวัน

1. เริ่มต้นที่ความต้องการ

ข้อนี้เป็นข้อแรกสุด คือคุณต้องมีความต้องการที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมก่อน ถ้าคิดว่าตัวเองดีแล้ว พอแล้ว การที่จะทำให้ตัวเองดีขึ้นมากไปกว่าเดิมก็จะเป็นเรื่องยาก

2. จด อย่าแค่จำ

ดังที่สุภาษิตจีนที่ได้กล่าวไว้ว่า “The faintest ink is more powerful than the strongest memory” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่าหมึกที่จางที่สุดยังทรงพลังกว่าความทรงจำที่แข็งแรงที่สุด

การจำพอเวลาผ่านไปหรือมีอะไรมารบกวนความคิด คุณอาจจะลืม แต่ถ้าคุณจดมันไว้ มันจะไม่หายไปไหน

เพราะฉะนั้นผมแนะนำว่าสิ่งที่คุณควรทำคือคุณควรจะต้องเขียนในสิ่งที่อยากจะเป็น จดในสิ่งที่อยากจะทำ เพื่อที่ว่าคุณจะได้รู้ตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องทำอะไร

แล้วการเขียนกับการจดควรจะใช้กับอะไรบ้างเพื่อทำให้ตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้นทุกวัน?

อย่างแรกคือ Personal Vision & Mission Statement ที่เป็นเป้าหมายในชีวิตและสิ่งที่คุณจะต้องทำ (ซึ่ง 2 อย่างนี้เปลี่ยนไม่บ่อย คุณอาจจะรีวิวทุกปีหรือทุกไตรมาสก็ได้)

อย่างที่สองคือสิ่งที่คุณจะต้องทำในไตรมาสนี้ (หรือในสัปดาห์นี้) สำหรับในขั้นนี้ผมแนะนำให้ใช้เครื่องมืออย่าง OKR (Objectives & Key Results) มาช่วย

อย่างที่สามคือการจดสิ่งที่คุณจะต้องทำในแต่ละวัน ซึ่งโดยปกติแล้ววิธีการที่ผมทำแล้วพบว่าดีคือการจดตอนก่อนนอน (เพราะจะทำให้ไม่พะวง) หรือไม่ก็ตอนเช้าก่อนเร่ิมทำงาน (เพราะจะทำให้รู้ว่าทั้งวันต้องทำอะไรบ้าง)

ซึ่งการจดนั้นคุณจะจดในสมุดหรือจดใน Note Taking App อย่างเช่น Evernote หรือ Notion ก็ได้ตามที่คุณสะดวก

หมึกที่จางที่สุดยังทรงพลังกว่าความทรงจำที่แข็งแรงที่สุด เพราะฉะนั้นการจดนั้นจะทำให้คุณจำได้ (และทำได้) มากกว่าการแค่จำ

3. เพิ่มพลังบวก ลดพลังลบ

อยากเป็นคนที่ดีขึ้นก็ต้องหาสิ่งดีๆ ใส่เข้ามาให้ตัวเอง

ตัวอย่างสิ่งดีๆ ที่คุณสามารถทำได้ในทุกวันเช่นการฝึกมองโลกในแง่ดี การใช้เวลากับคนที่คิดดีๆ (คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด) การอ่านหนังสือหรือฟังพอตแคสต์รายการที่น่าสนใจ รวมไปถึงการออกกำลังกาย (อันนี้ทุกวันอาจจะเป็นไปได้ยาก แต่ผมคิดว่าการทำมันให้สม่ำเสมอทำได้ถ้าอยากจะทำครับ)

ในขณะเดียวกัน นอกจากการเพิ่มพลังบวกแล้ว การลดพลังลบก็เป็นสิ่งที่สำคัญ

ตัวอย่างพลังลบเช่นการอยู่กับคนที่ Toxic (อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง หรือใช้เวลากับเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์) หรืออีกอย่างที่ผมรู้สึกว่าส่งพลังลบมาให้ผมมากก็คือการเสพ Social Media ต่างๆ โดยเฉพาะ Facebook กับ Twitter ตัว Social Media ที่ผมคิดว่าเพิ่มพลังบวกมากกว่าลบก็จะเป็น LinkedIn หรือ Blockdit เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม: [แชร์ประสบการณ์] วิธีการเลิก “เสพติด Facebook” ได้อย่างจริงจัง

“You are what you consume” – บริโภคอะไรให้เข้าไป คุณก็จะกลายเป็นสิ่งนั้น

4. สร้างพิธีกรรมให้กับตัวเอง

ในชีวิตประจำวันของคุณ คุณจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้และไม่เหมือนเดิมอยู่ตลอด

ซึ่งถ้าคุณต้องหมุนตามโลก คอยรับมือกับสิ่งที่เข้ามาหาคุณอยู่ตลอดทั้งวัน ทุกเวลา สุดท้ายมันก็จะทำให้คุณไม่ได้ทำสิ่งดีๆ เพื่อตัวเองจริงๆ

การสร้างพิธีกรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญ คำว่าพิธีกรรมคือกิจกรรมบางอย่างที่คุณจะทำมันอย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างเช่นตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน 5 นาที ไปออกกำลังกาย 30 นาที อาบน้ำแต่งตัว 30 นาที นั่งสมาธิ 10 นาที จากนั้นก็เตรียมพร้อมไปทำงาน

หรือก่อนนอนเขียนสิ่งที่จะต้องทำในวันถัดไป 10 นาที อ่านหนังสือ 20 นาที นั่งสมาธิ 10 นาที แล้วจึงค่อยนอน

รูปจาก James Clear

การสร้างพิธีกรรมส่วนตัวขึ้นมาจะทำให้คุณคุ้นชิน เมื่อคุ้นชิน มันก็จะกลายเป็นนิสัย ซึ่งการทำอะไรที่เป็นนิสัยติดต่อกัน ชีวิตของคุณจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยในทุกวัน แค่เพียงทำตัวคุณเองให้ดีขึ้นเพียงแค่ละวัน 1% ใน 1 ปี คุณจะกลายเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 37 เท่า!

พิธีกรรมไม่ใช่พินัยกรรม ควรทำบ่อยๆ ไม่ใช่ทำแค่ครั้งเดียว

5. ทำทุกสิ่งแต่พอดี

อะไรที่มันมากเกินไปมักจะไม่ดี

ถึงแม้ว่าในข้อที่แล้วผมจะบอกว่าให้คุณสร้างพิธีกรรมแล้วทำมันให้คุ้นชิน ยิ่งทุกวันได้จะยิ่งดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเข้มงวดกับตัวเองจนเกิดความเครียด

ในอดีต ตัวผมเองเคยออกแบบพิธีกรรมของตัวเองให้เน้นหนักเรื่องงาน (ใส่ Slot เวลาตัวเองส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน) และเรื่องการออกกำลังกาย (พยายามตื่นเช้ามากๆ ไปออกกำลังกาย) พอทำมันบ่อยๆ เข้า สิ่งที่ตามมาคืออาการ “Burn Out” คือไม่อยากตื่นไปทำอะไร

ในความเห็นของผม การทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่คุณไม่ควรที่จะมุ่งมั่นแค่ในเรื่องบางเรื่องจนมากเกินไป เพราะสุดท้ายมันจะทำให้เกิดความเครียด

ทั้ง Mind (สมอง), Soul (จิตใจ) และ Body (ร่างกาย) 3 สิ่งนี้คุณต้องสร้างสมดุลกับมันให้ดี

อ่านเพิ่มเติม: สมดุลชีวิตของตัวเอง 3 ด้านที่ต้อง “พัฒนา” และ “รักษา”

“เพราะพอดีเลยดีพอ”

สรุป

ผมขออนุญาตแถมสูตรลับข้อสุดท้ายไปให้อีกข้อครับ

สิ่งสำคัญคือการ “เลิกอ้าง”

คุณสามารถเริ่มต้นเลิกอ้างได้ง่ายๆ เพียงแค่ลองเปลี่ยนคำพูดที่พูดในหัวตัวเองจาก “ไม่ได้… เพราะ…” เป็น “ได้… ถ้า…” เช่น

เปลี่ยนจาก “ฉันออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันไม่ได้หรอก เพราะบ้านของฉันอยู่ไกล อีกทั้งงานก็เยอะ ทั้งงานราษฏร์และงานหลวง บางวันต้องไปปาร์ตี้กับเพื่อนแล้วต้องกลับดึกอีก…” เป็น “ฉันออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันได้ ถ้าฉันนอนเร็ว ตั้งใจทำงานให้เสร็จในเวลา”

แค่บิดมุมคิดในสมองนิดเดียว การกระทำก็อาจจะออกมาต่างกันโดยสิ้นเชิง

และนี่ก็คือ 5 วิธีการที่จะทำให้คุณเป็นคนที่ดีข้ึนกว่าเดิมนะครับ หลังจากคุณอ่านบทความนี้จบแล้ว ลองเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ในบทความนี้ไปปรับใช้ได้ไหมครับ?