“There is no great mind in a weak body”
อยากจะมีสภาพความคิดและสภาพจิตใจที่ดี “ร่างกาย” ต้องดีก่อน
สุภาษิตนี้เป็นสุภาษิตที่ผมเข้าใจดีเพราะเจอมากับตัวเลย
ตอนข่วงอายุ 27-28 เป็นตอนที่ทำงานหนักมากๆ และต้องเจอกับอาการ “Office Syndrome” เป็นคร้ังแรก ซึ่งตอนนั้นเป็นหนักมาก หนักขนาดที่ว่า พอถึงตอน 3-4 โมง อาการตึงที่คอบ่าไหล่จะมาดึงตาให้ปิดอยู่ตลอด
คือต่อให้พยายามฝืน พยายามจะ Productive แค่ไหน สุดท้ายมันก็ไม่ไหว จิตใจก็ห่อเหี่ยว ไม่อยากจะทำอะไรไปด้วย
ถ้าอยากที่จะ Productive ขึ้น สมองปลอดโปร่งขึ้น มีสภาพจิตใจที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ มากขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือการทำร่างกายให้ดี
แล้วการทำร่างกายให้ดีทำยังไง?
มีอยู่ 3 อย่างครับ
จริงๆ เรื่องนี้มันไม่ใช่ Rocket Science เลย เป็นเรื่องที่เริ่มต้นทำได้ง่ายๆ แต่หลายๆ คนมักจะไม่ค่อยทำกัน ชอบคิดว่า ไว้ก่อน เดี๋ยวก่อน ผัดวันประกันพรุ่ง แต่ผมรับรองเลยว่าถ้าเริ่มวันนี้ อีก 1 เดือนข้างหน้า คุณจะกลายร่างเป็นคนใหม่เลย
ป.ล. ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์นะ
1. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย ถ้าให้จำแนกง่ายๆ ผมว่ามี 3 อย่างคือ 1. Durability Training (เช่น Cardio) 2. Strength Training (เช่นการยก Weight) และ 3. Flexibility Training (เช่นการยืดตัว โยคะ)
ในความเห็นของผม การออกกำลังกายที่ถึง คือวันรุ่งขึ้นต้องตื่นมาแล้ว ต้องมีความปวดในส่วนที่ออกบ้าง ถ้าไม่ปวดแสดงว่ายังออกไม่หนักพอ
2. กินให้ดี
กินโปรตีนให้เยอะ กินคาร์โบไฮเดรตให้ถึงตอนก่อนและหลังออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเลวเยอะๆ และก็เลี่ยง/ลดพวกน้ำตาลกับโซเดียม รวมไปถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
เรื่องนี้บอกเลยว่าพูดง่าย แต่ทำโคตรยาก เพราะประเทศไทยเรามีอาหารอันโอชะที่อร่อยเย้ายวนใจมากมายเหลือเกิน
หนึ่งในวิธีที่ผมพบว่าได้ผมคือการลอง Track สิ่งที่เรากินครับ ผมใช้แอป “กินดี” ใน LINE เพื่อ Track ปริมาณแคลอรี่ และสารอาหารที่กินในแต่ละมื้อแต่ละวันครับ ไม่ตรง 100% แต่ใช้เป็น Guideline ได้
3. นอนให้ดี
ผมคิดว่าปริมาณการนอนที่เหมาะสมต่อวันในวัยผู้ใหญ่คือ 7-8 ชั่วโมง/วันครับ
วิธีการทำให้นอนให้ถึงและนอนให้ดีคือการ Set เวลานอนเป็น Routine ครับ เช่นของผมปกติจะนอน 22:30-23:30 ไม่ค่อยจะเกินนี้ และจะตื่น 6:30-7:30 ไม่เกินนี้ ต่อให้เป็นวันเสาร์อาทิตย์ เวลานอน/ตื่นก็จะไม่หนีจากนี้มากครับ (ยกเว้นไปปาร์ตี้ 😂)
นอกจากนั้นแล้ว การออกกำลังกายให้เยอะ กินให้ดี ก็ช่วยเรื่องการนอนเหมือนกัน
สรุป
Good mind will be in good body
ร่างกายที่ดีจะเป็นรากฐานที่ดีให้กับความคิดและสภาพจิตใจที่ดี
และจริงๆ แล้วมัน Vice Versa too
คืออยากมีร่างกายที่ดี ก็ต้องมีความคิดและจิตใจที่ดีด้วย ไม่งั้นก็จะห่อเหี่ยว อยากอยู่เฉยๆ อยากกินของเลวๆ นอนไม่หลับ
คือผมคิดว่ามันแอบมีความหยินหยาง เรื่องสองเรื่องนี้ต้องส่งพลังกันไปมา และมีท่วงทำนองที่สอดรับกัน
เขียนไปเขียนมาไปเรื่องวิทยายุทธ์กับดนตรีเฉย 😂
ใครที่กำลังมี Weak mind & Weak Body อยู่ ลองเอาวิธีการทางด้านบนไปปรับใช้ดูนะครับ
รับรองว่าอะไรๆ ก็จะดีขึ้นครับ 🙂
ผมเคยเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ไว้หลายอัน ลองเข้าไปอ่านกันต่อได้ครับ



